‘ณัฐพงษ์’นำทัพ‘ปชช.’
ตั้งเป้าคว้าชัย 270 ส.ส.
ฟอร์ม ‘รบ.พรรคเดียว’
หมายเหตุ – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงภารกิจและการขับเคลื่อนพรรค ปชช. ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และที่ประชุมวิสามัญพรรค ปชช. มีมติเลือกให้เป็น หัวหน้าพรรค พร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรค
(กก.บห.) รวม 5 คน
⦁ที่มาของชื่อพรรคประชาชน(ปชช.)เป็นอย่างไร
ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรค ปชช.มีประโยคหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดนอกจากนโยบายต่างๆ คือ ประโยคที่ว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน คำว่าประชาชนของเราไม่ได้อยู่แค่ในชื่อพรรคเท่านั้น แต่ยังมีสโลแกนที่ระบุว่า “โดยประชาชน เพื่อประชาชน เพื่อสร้างประเทศที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน มีคำว่าประชาชน 3 ครั้งสอดคล้องกับโลโก้พรรคที่มี 3 ด้าน แต่เป็น 3 เหลี่ยม 3 ด้านมุมกลับ มีทั้งหมด 6 เหลี่ยมซึ่งสอดคล้องกับประกาศคณะราษฎร และสีของพรรคที่พยายามสืบทอดจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ หลักการ และความเชื่อต่างๆ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
อีกอย่างเราพยายามจะคิดชื่อที่เขาจะนำไปบิดได้ยาก เช่น วันนี้ประชาชนโกหกอะไร หรือถ้าคุณจะยุบพรรค ปชช.อีกครั้ง ผมคิดว่ามันก็มีนัยยะอะไรบางอย่างอยู่แล้ว รวมถึงอุดมการณ์พรรคที่เรายืนยันตลอดว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน สิ่งต่างๆ ถูกถ่ายทอดและหลอมรวมออกมาเป็นชื่อพรรค ปชช. ซึ่งเป็นชื่อพรรคที่ผมว่าลงตัวที่สุด
⦁คิดว่าเหตุผลใดที่ ส.ส.ถึงเลือกให้มาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค ปชช.
ผมคิดว่าเป็นความเชื่อมั่นของเพื่อนๆ และต้องขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน เพราะการเลือกหัวหน้าพรรค มาจากที่ประชุมใหญ่พรรค ก่อนหน้านั้นตามกระแสที่ปรากฏในข่าวว่ามีการพูดคุยหลายๆ วงภายในพรรคซึ่งเป็นเรื่องปกติ ภายในพรรคอาจเหลือชื่อเพียงไม่กี่ชื่อ แต่สุดท้ายพอผลการเลือกอย่างเป็นทางการมาเป็นชื่อผม ต้องขอบคุณเพื่อนๆ และสมาชิกพรรคทุกคน ที่ไว้วางใจให้ผมมาทำหน้าที่นี้
⦁ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชช. ภายใต้การนำนับจากนี้จะเป็นไปในแนวทางใด
อย่างหนึ่งที่เราทำมาอยู่แล้ว ยังเดินหน้าต่อแน่นอน ทั้งอุดมการณ์พรรค หลักการต่างๆ นโยบายพรรค ยังเดินหน้าต่อแน่นอน ถามว่าอะไรที่ผมจะทำให้ดีขึ้นบ้าง ถ้าสังเกตการวางตัวหัวหน้าพรรค และ เลขาธิการพรรค พรรค ปชช.วางตัวต่างออกไปจากพรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ในอดีต โดยสรุปคือ เลขาธิการพรรค ถ้าสังเกตนายศรายุทธิ์ใจหลัก จะไม่ได้เป็นตัวแทนของฝั่งการเมืองเลยจะทำงานหลังบ้านมาตลอด ชัดเจนตั้งแต่ล่มหัวจมท้ายในการตั้งพรรคมาด้วยกัน ยืนยันว่าไม่อยากเป็นนักการเมือง ครั้งนี้เราตั้งใจเลือก นายศรายุทธิ์ มาทำหน้าที่เลขาธิการพรรค เพราะต้องการเลขาธิการพรรค ที่เป็นพ่อบ้านทำงานหลังบ้านจริงๆ เพื่อทำให้โครงสร้างพรรค ทีมงานจังหวัดแข็งแรง ส่วนผมในบทบาทหัวหน้าพรรค จะทำงานอยู่หน้าบ้าน สื่อสารกับประชาชน ขยายฐานสมาชิกพรรคและมวลชนให้มากที่สุด
⦁หัวหน้าพรรครุ่นที่ผ่านมาให้กำลังใจ หรือฝากวาระที่จะขับเคลื่อนนับจากนี้ไว้หรือไม่
หัวหน้าพรรคทุกรุ่น ให้การสนับสนุนตลอดมาและตลอดไปอยู่แล้ว แต่ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า ตั้งแต่พรรค ก.ก. ที่รับไม้ต่อมาจากพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยเข้ามายุ่งวุ่นวายภายในพรรค ก.ก. สิ่งที่เขาทำคือการสนับสนุนอยู่ห่างๆ ให้คำแนะนำต่างๆ บ้าง คู่ขนานในนามคณะก้าวหน้าไปทำงานกับท้องถิ่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าก็มีบทบาทเช่นเดียวกัน
วันนี้จากพรรค ก.ก. มาสู่พรรค ปชช. ผมคิดว่าหลักการแบบนั้นก็ยังคงอยู่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. ก็เช่นเดียวกัน คือ ให้คำแนะนำทุกอย่าง จนวันนี้ในที่ประชุมใหญ่พรรคปชช. ไม่มีอดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ พรรคก.ก. เข้ามาร่วมประชุมแต่อย่างใด พวกเราก็เดินหน้าทำหน้าที่ของเราเอง ถ้าถามว่าพวกเขาเหล่านั้นให้การสนับสนุนพวกเราในเรื่องใดบ้างนั้น อดีตแกนนำพรรครุ่นต่างๆ ให้การสนับสนุนพวกเรามาโดยตลอด และวันข้างหน้าก็จะยังให้การสนับสนุนตลอดไป
⦁เป็นหัวหน้าพรรค ปชช. ได้ปรึกษาและบอกกับคนในครอบครัว และเตรียมรับแรงเสียดทางการเมืองไว้อย่างไร
ได้ปรึกษากับครอบครัวทั้งพ่อ แม่ พี่สาว รวมถึงภรรยา ทุกคนก็สนับสนุนเต็มที่ ส่วนแรงเสียดทางการเมือง ผมคิดว่าต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผมเชื่อว่าทุกคนในครอบครัว รวมทั้งเพื่อนๆ ภายในพรรค และประชาชน เชื่อมั่นใจในตัวผมและพร้อมสนับสนุนผมอยู่แล้ว
ส่วนที่สองมีข้อกังวลหรือไม่ที่ต้องมาเป็นหัวหน้าพรรค เป็น กก.บห. หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ ผมคิดว่าเขาไม่ห่วงผมในจุดนี้ เชื่อว่าทุกคนพร้อมจะสนับสนุนให้ผมเดินหน้าผลักดันสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นเป็นการเมืองใหม่อย่างเต็มที่ เพราะเหตุผลแรกที่ผมมาทำงานการเมือง ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องมาเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นนายกรัฐมนตรี หรือมีตำแหน่งต่างๆ เราเข้ามาทำงานการเมืองเพราะต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้น หากวันนี้ผมไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชช. ในวันที่ผมควรจะต้องรับ ผมอาจจะต้องเสียใจ ครอบครัวผมเองก็อาจจะเสียใจว่าทำไมถึงไม่รับ ในเมื่อเป็นความฝันที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้
⦁หนักใจหรือไม่ที่ต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะที่ผ่านมาหัวหน้าพรรครุ่นที่ผ่านมาก็ถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ผมอาจจะรู้สึกกดดัน หรือหนักใจอยู่หนึ่งเรื่อง คือ ผมคิดว่าผมเป็นตัวแทนที่แบกรับความหวังของ 14 ล้านเสียงในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 รวมทั้งถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าที่มีความคาดหวังว่าจะต้องทำให้ได้ถึง 20 ล้านเสียง
แต่แรงกดดันนี้ผมอยากเปลี่ยนมาเป็นพลังบวก ในการทำงานว่าเราต้องไม่ทำลายความหวังของประชาชนที่สนับสนุนที่เลือกเรามาทำหน้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าผมต้องพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อสานต่ออุดมการณ์พรรค ทำให้พรรค ปชช.ได้เติบโตมากกว่านี้
⦁มีหลายฝ่ายมองว่าที่พรรค ก.ก.ถูกยุบพรรค เพราะอยู่ไม่เป็น ชิงสุกก่อนห่าม มองเรื่องนี้อย่างไร
ผมไม่ได้คิดว่าเราชิงสุกก่อนห่าม ทุกๆ นโยบาย ทุกข้อเสนอที่เราเสนอเป็นทางออกให้กับปัญหาของประเทศ เป็นปัญหาที่มีอยู่แล้วมานาน รวมถึงประเด็นที่แหลมคม ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องสื่อสารตรงไปตรงมา ถ้าเราไม่สื่อสารอาจทำให้ประชาชนผิดหวังด้วย อีกทั้งเหตุแห่งการยุบพรรค ก.ก. มาจนถึงพรรค ปชช. คือ การยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มเติม ในมาตรา 112 ผมคิดว่าต้องยอมรับว่า ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ปัญหาก็ยังคงอยู่ เราปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ และเราคิดว่ายังต้องเดินหน้าเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2567 กำหนดไว้ ซึ่งยังเปิดช่องไว้ว่า ยังสามารถแก้ไขได้แต่ต้องรอบคอบในแนวทางของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่แบบมุทะลุ
⦁มองปัญหาของประเทศขณะนี้ เรื่องใดที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุดในมุมมองของเรา
ส่วนตัวผมมองว่า เป็นเรื่องที่อาจจะสื่อสารออกไปแล้วประชาชนไม่เข้าใจได้มากนัก คือ เรื่องการกระจาย
อำนาจ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นแก่นของปัญหาหลายๆ เรื่อง ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
อีกเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ คือ การปฏิรูประบบงบประมาณ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการอภิปรายงบประมาณ ในสภาเวลาสำนักงบประมาณส่งข้อมูลงบประมาณมาให้สภาพิจารณา เป็นเอกสารจำนวนมากหลายหมื่นหน้าให้เวลาศึกษาเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ สิ่งที่ผมเข้าไปทำแล้วสำเร็จคือ การแปลงข้อมูลจากหน้ากระดาษให้อยูในไฟล์คอมพิวเตอร์ที่นำไปประมวลผลได้ง่าย แต่ยังไม่ดีพอ สิ่งที่จะทำได้มากกว่านี้ คือทำอย่างไรให้เราเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้วมันจะคงอยู่ตลอดไป ไม่ใช่ว่าพอวันหนึ่งแล้วไม่มีผมอยู่และไม่มีใครแปลงข้อมูลจากหน้ากระดาษให้อยูในไฟล์คอมพิวเตอร์แทนผม
สิ่งที่ผมคิดว่าจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ คือ การไปแก้ไขกฎหมายต่างๆ ทั้ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ พ.ร.บ.วินัยการเงินกาคลังฯ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะฯ ทำให้ระบบและกระบวนการงบประมาณมีความโปร่งใสและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
⦁ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชช. ที่ต้องทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร วางบทบาทไว้อย่างไร
ในทางนิตินัย บทบาทหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดจะมีมากขึ้นกว่าการเป็น ส.ส. คือ การเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา องค์กรอิสระต่างๆ แต่หน้าที่อื่นๆ ทั้งการอภิปราย การทำหน้าที่ในสภา ผมว่าไม่ต่างจากการทำหน้าที่ ส.ส.มากนัก เพราะฉะนั้นผมว่าผมมีความมั่นใจเต็มที่ในการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้
⦁อยากฝากอะไรถึงการเดินหน้าพรรค ปชช.ในครั้งนี้
อยากให้ทุกคนเดินหน้าต่อไปกับพวกเราทุกคน สิ่งที่จะทำให้ฝั่งตรงข้าม คนที่อยู่ตรงข้ามกับประชาชน เขาชนะเราได้ คือ การที่เราสิ้นหวัง ถ้าเขาทุบทำลายเราแล้วเราหมดหวัง เราไม่สู้ต่อเขาชนะเราแน่นอน สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เครื่องมือของเขา อย่างการยุบพรรคกลายเป็นกระสุนด้าน ทำงานอะไรไม่ได้ คือ เราอย่าหมดหวัง ทำให้เขาเห็นว่าไม่ว่าจะยุบพรรคกี่ครั้ง ไม่ได้มีผลสะเทือนอะไรต่อเราเลย แน่นอนว่าการยุบพรรคไม่ควรเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อ คือ รับรู้แล้วเดินหน้าต่ออย่างเต็มที่ ทำให้ดีกว่าเดิม เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนเห็นตรงกับผมก็อย่าหยุดหวัง อย่าหยุดฝัน สู้ไปด้วยกัน ช่วยกันไปเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เชื่อในแนวทางนี้ ให้การเมืองเป็นของทุกคนที่แท้จริงก็เข้ามาบริจาค มาสมัครสมาชิกพรรค ปชช.ได้
⦁ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชช. ที่มีโอกาสเป็น
แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากได้ทำหน้าที่ดังกล่าวจะสื่อสารอะไรกับประชาชน
สิ่งสำคัญที่สุด แน่นอนว่าเรื่องนโยบายต่างๆ ก็มีความสำคัญ แต่โจทย์ใหญ่ในวันนี้ คือ การเปลี่ยนการเมืองให้สู่ระบบปกติ ผมขอใช้คำว่าสู่ระบบปกติที่ควรจะเป็น เพราะที่่ผ่านมาระบบการเมืองในบ้านเราถูกบิดเบือนไปเยอะ จากกลุ่มคนที่มีอำนาจที่ไม่ได้อยู่ข้างเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรให้การเมืองกลับมาสู่ระบบปกติ แน่นอนว่าที่ผมได้สื่อสารไปแล้ว คือ เป้าหมายของเราคือการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ เพื่อให้มีเสียงเด็ดขาด มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่จะสามารถปรับเปลี่ยน หรือขับเคลื่อนเรื่องใดสามารถทำได้เต็มที่ คิดว่าเสียง ส.ส.ที่มีความเหมาะสมในการเดินหน้ารัฐบาลพรรคเดียว คือ 270 เสียง
ในทางกลับกันถึงแม้เราจะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมคิดว่าเรายังสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ แต่เป้าหมายของเรา คือ เราต้องทำให้ดีกว่าเดิม ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ การตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

