คดีร้อนทางการเมืองในสิงหาคม ได้ข้อสรุปไปหนึ่งคดี เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นให้ยุบพรรค ก.ก.
กรณีเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าข่าย เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดย ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรค ก.ก. กระทำความผิดตามคำร้อง
จึงมีมติเอกฉันท์ยุบพรรค ก.ก. เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง
โดยวิถีทางที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92(1)
พร้อมกับมีมติเอกฉันท์เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล (กก.บห.) ที่ทำหน้าที่ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564-วันที่ 31 มกราคม 2567 เป็นเวลา 10 ปี
ขณะที่แกนนำอดีตพรรค ก.ก. ให้เวลาอดีต ส.ส. และ ผู้สนับสนุน ปราศรัยร่ำลากันเพียงแค่สองวัน คล้อยหลังมา วันที่ 9 สิงหาคม แกนนำอดีตพรรค ก.ก. พร้อมด้วย ส.ส.พรรค ก.ก.ทั้ง 143 คน
เข้าร่วมประชุมวิสามัญพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล พร้อมกับมีมติเปลี่ยนมาเป็นชื่อพรรคประชาชน (ปชช.) โดยเลือก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปชช.
ศรายุทธิ์ ใจหลัก ขึ้นมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรค พร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ทั้ง 5 คน ร่วมกัน ขับเคลื่อนพรรค ปชช. ให้เดินหน้าต่อไป
ที่น่าสนใจและอาจจะเป็นหนึ่งตัวชี้วัดคะแนนนิยม หรือ เรตติ้งของพรรค ปชช.ได้ระดับหนึ่ง คือ การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค และเปิดรับเงินบริจาคเข้าพรรค
แค่สามวันมียอดสมัครสมาชิกพรรคเกินกว่า 5 หมื่นคน และมียอดเงินบริจาคเข้าพรรคถึง 25 ล้านบาท แต่สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อ คือ บทบาทและผลงานของพรรค ปชช.
ทั้งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุก โดยมีมาตรฐานต้องไม่ต่ำกว่าอดีตพรรค ก.ก.และอดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 ของพรรค ปชช.
ที่ส่ง ณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.แทน ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีต ส.ส.พิษณุโลก ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็น กก.บห. อดีตพรรค ก.ก.
รวมทั้ง การเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ที่พรรค ปชช. ส่ง ชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ ชนกับบ้านใหญ่อย่าง วิวัฒน์ นิติกาญจนา หรือ กำนันตุ้ย
ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.พิษณุโลกและการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี จะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดเรตติ้งที่สำคัญของ พรรค ปชช. ว่าจะเดินหน้าต่อได้เหมือนกับอดีตพรรค ก.ก.
หรือจะเป็นไปตามวิวาทะของหลายฝ่ายที่ว่า “ยิ่งยุบ ยิ่งโต” ได้หรือไม่ แม้แกนนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) บางคนจะออกมาระบุว่า พรรค ปชช. ผ่านจุดพีคมาแล้ว
โดยไปเทียบกับผลการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2566 ที่อดีตพรรค ก.ก.ชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง
ส่วนรัฐบาลยังมีทั้งนโยบายเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตที่รอประกาศใช้เพื่อเรียกเรตติ้ง รวมทั้งยังมีเวลาอีกเกือบ 3 ปี ในการพิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาให้กับประชาชน
จึงเชื่อว่าจะช่วยฟื้นคืนคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลได้ ส่วนวิวาทะ “ยิ่งยุบ ยิ่งโต” ของพรรค ปชช. กับ “ยิ่งอยู่ ยิ่งโต” ของพรรคร่วมรัฐบาล
วิวาทะใดจะเกิดขึ้นจริง ผลการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ
จตุรงค์ ปทุมานนท์

