●…สถานการณ์โลกในวาระ “เลือกประธานาธิบดีสหรัฐ” ความร้อนแรงของ “สงคราม” ระหว่าง “อาหรับกับอิสราเอล” ระอุขึ้นเรื่อยๆ ใน “ตะวันออกกลาง” กระตุ้นให้ทั่วโลกเตรียมตัวเตรียมใจรับผลสะเทือน ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “คามาลา แฮร์ริส” ได้รับการติดตามใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าที่สุดแล้ว “อเมริกันชน” ส่วนใหญ่ จะเลือกเดินทางไหน ถ้าเป็น “ทรัมป์” ความขัดแย้งระหว่าง “มหาอำนาจ” จะเบาลง แต่ “อเมริกามาก่อน” ให้ประเทศเล็กๆ ถูกโดดเดี่ยว ถ้า “แฮร์ริส” เข้าป้าย จะมีแรงกดดันต่อ “สิทธิมนุษยชนโลก”
●…ผลสะเทือนจาก “มาตรการทางการค้าจีน” ที่แก้เกม “กีดกันของสหรัฐกับยุโรป” กระทบต่อ “ประเทศไทย” เราหนักหน่วง เพราะสินค้าต้องระบายสู่ตลาดด้วยราคา “ไม่สนต้นทุน” ดูเหมือนดีที่ “คนไทยได้ใช้สินค้าราคาถูก” แต่ที่ต้องรับชะตากรรมเลวร้ายคือ “ผู้ประกอบการ” และ “คนทำมาค้าขาย” ที่อย่างไรเสียไม่มีทางสู้ราคาไหว อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาด แม้กระทั่ง “ผู้มีอำนาจ” ยังได้แค่มะงุมมะงาหรา “ฯพณฯ รมต.ภูมิธรรม เวชยชัย” ถึงวันนี้ยังท่องคำ “ในวิกฤตมีโอกาส” ปลอบใจว่า “ได้เรียนรู้แนวโน้มการทำธุรกิจยุคใหม่” เหมือนไม่รู้ว่าที่ “ภาคเอกชน” เห็นนั้นคือ “ข้อตกลงทางการค้าที่เสียเปรียบ” เพราะ “ความไม่เท่าทัน” ที่ยังไม่แม้แต่ “คิดแก้ไข”
●…ฟังหน่วยงานที่ “คลุกวงใน” การลงทุนจากต่างประเทศ อย่าง “การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ชัดเจนว่า “ความพร้อมที่จะรองรับการลงทุน” อยู่ที่ “คุณภาพบุคลากรไทย” ที่ไม่เพียง “ห่างไกลกับประเทศคู่แข่ง” แต่ “แผนการศึกษาไทย” ยังไม่มีแนวคิด “พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับที่หวังผลในความเชื่อถือได้” ที่น่าเศร้าคือ หากคิดเริ่มต้นตอนนี้ “คงไม่ทันแล้ว” เพราะการปฏิรูปการศึกษา จัดการระบบ จนถึงผลิตบุคลากรได้ตามเป้า ตามประสบการณ์ที่เห็นจาก “สิงคโปร์-เกาหลี-ไต้หวัน” ต้องใช้เวลากว่า “20 ปี” และยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า “อำนาจรัฐไทย” อนุญาตหรือไม่ “การพัฒนาบุคลากร” ถูกตีความว่าเป็น “เซาะกร่อนบ่อนทำลายประเทศ” หรือเปล่า
●…วัดจากตัวเลข “บีโอไอ” การลงทุนในไทยไปได้สวย “โรงงานเปิดใหม่มีมากกว่าที่ปิด” เพียงแต่ “คนรู้จริง” ชี้ให้เห็น “เป็นการลงทุนจากจีน” ที่เป็น “โรงงานประกอบ” ที่ใช้ “โรบอต” และ “เอไอ” ที่ไม่มีผลต่อรายได้เข้าประเทศสักเท่าไร แถมไม่เพียงได้ “ยกเว้นภาษีท่วมท้น” แต่ยังเสี่ยงต่อ “มาตรการกีดกันการค้าของโลกตะวันตกที่มีต่อจีน” จะลามมานับ “ไทยเป็นพื้นที่การผลิตของโรงงานจีน” ที่ส่งผลต่อ “โรงงานไทยและสัญชาติอื่น” ไปด้วย หากเป็นเช่นนี้ จะไม่เหลือ “นักลงทุนที่เห็นประเทศไทยเป็นเป้าหมาย”
●…โลกของการ “ค้าปลีก” ไม่เพียง “แอพพ์ที่เป็นหน้าร้านออนไลน์” เท่านั้นที่ถูกจีน “ทุบราคา” แย่งตลาด “ย่านการค้าหลายทำเลทอง” หน้าร้านมีเจ้าของและพนักงาน “ส่งตรงมาจากจีน” หมดแล้ว และแนวโน้มใหม่คือ “นักธุรกิจพม่า” ที่ทะลักเข้ามาเพราะ “หนีสงคราม” เข้ายึดครองการทำมาหากินในประเทศไทยกว้างขวางและลงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะ “แผงขายในตลาดสดดังๆ” ทั้งที่ “ขายปลีก” และ “ขายส่ง” เลยไปถึง “การทำตลาดอสังหาฯ” ที่ “เมียนมา” เป็นลูกค้ามากขึ้น ทำให้ “งานที่จะรองรับคนไทยที่มีเงื่อนไขมากมาย” นับวันจะยิ่งน่าห่วง
●…มีผู้เสนอว่า หนทางเดียวที่ “บุคลากรไทย” จะได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถเหมาะสมกับ “โลกยุคใหม่” คือ “เทงบประมาณด้านการศึกษา” เป็น “ทุนให้ไปเรียนรู้จากประเทศที่ระบบพัฒนาแล้ว” ไม่ต้องมาเสียเวลากับ “การปฏิรูปการศึกษาของประเทศ” ซึ่งมองไม่เห็นความเป็นไปได้ “สร้างความพร้อมของบุคลากรโดยอาศัยคุณภาพของประเทศอื่น” น่าจะเป็นการลงทุนน้อย และตรงเป้าหมายมากกว่า
●…เมื่อ “ภูมิใจไทย” มีมติว่า “กาสิโนถูกกฎหมาย” ขัดกับหลักการ “ไม่แก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย-ไม่ชัดเจนในผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน-ไม่มั่นใจว่าจะกระตุ้นการท่องเที่ยว และไม่เห็นช่วยการจ้างงาน” เป็นอันว่า “จบกัน” เพราะทั้ง 4 ข้อเป็น “หัวใจข้ออ้าง” ของ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” เมื่อระดับ “ไชยชนก ชิดชอบ” ออกมาแถลงผลการประชุมพรรคเอง ในห้วงยามที่ “ภูมิใจไทย” ก่อปรากฏการณ์ให้รับรู้ว่า “ใหญ่จริงบนเวทีการเมืองยุคนี้” ความหวังความฝันของใครต่อใครที่คิดว่าจะร่ำรวยด้วยธุรกิจนี้ เป็นอัน “เอวัง” ด้วยประการฉะนี้
ชโลทร







