สภาอุตฯ รับช็อกคดี เศรษฐา ชี้นักลงทุน ‘อเมริกา-ยุโรป’ ซีเรียส แนะเลือกนายกฯใหม่ด่วน เรียกความเชื่อมั่นต่างชาติ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 5 ต่อ 4 ถอดถอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พ้นตำแหน่ง ปมแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่ารู้สึกช็อก และคาดว่าบรรยากาศการลงทุนนับจากนี้จะชะงัก ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ จากนี้แต่ละฝ่ายจะต้องกลับไปทบทวนว่าการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่
“ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาทางเศรษฐกิจรุมเร้า และต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่เกิดขึ้นในโลก การตัดสินใจของนักลงทุนคือเรื่องของการเมือง นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพ มีความนิ่งและต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาไม่มีความต่อเนื่องมานานจนถึงตอนนี้ หลังจากนี้จะรอดูความชัดเจนของนายกฯคนใหม่ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่” นายเกรียงไกรกล่าว
นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่มีคดีนายกฯ ตลอดระยะเวลากว่า 80 วัน ทุกคนชะลออยู่แล้ว และรอดูกันอยู่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ทุกฝ่ายมอนิเตอร์ ติดตามผลแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอุตสาหกรรมจะหยุดหมด เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศฝั่งอเมริกา และยุโรป ให้น้ำหนักในเรื่องนี้มาก เรียกว่าซีเรียสเลยก็ว่าได้ ทำให้มีนักธุรกิจหลายรายต้องการความชัดเจน และสอบถามพูดคุยกับทาง ส.อ.ท.มาตลอด ขณะที่นักลงทุนทั้งโซนเอเชียเองอย่างนักลงทุนจากญี่ปุ่น ที่ถือว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย และอยู่ในประเทศมา 40-50 ปี ก็อาจจะเริ่มเรียนรู้ และปรับตัวได้
“ตลอดระยะเวลาปี 1 ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเราต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลชุดของนายเศรษฐา เพราะขึ้นมาเป็นรัฐบาลในช่วงที่เกิดความท้าทายของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้า เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ การที่ต้องเลือกข้าง การย้ายฐานการผลิตจำนวนมากที่รุนแรง และเข้มข้น รวมถึงปัญหาสะสมของประเทศไทยเชิงโครงสร้าง แต่นายเศรษฐาสามารถเข้ามาทำงาน ปรับตัวและใช้เวลาไม่มาก 3-4 เดือน ก็เริ่มพอเข้าใจในหน้าที่ และมีแนวทางแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ได้” นายเกรียงไกรกล่าว
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผิดคาด เพราะไม่มีกระแสกระโตกกระตากออกมา หลังจากนี้สิ่งที่ต้องคำนึงคือภาพการเมืองต้องนิ่ง และเป็นภาพที่มีเสถียรภาพ รวดเร็วต่อการเดินหน้าบริหารประเทศ โดยต้องเลือกนายกฯคนใหม่โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเดิม หรือจากพรรคขั้วรัฐบาล ที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือตัดสินใจได้แทนพรรคร่วมในคณะรัฐมนตรีมีบารมีพอสมควร และมีภาพอินเตอร์
“เพราะขณะนี้ผู้นำประเทศ ต้องเป็นตัวแทนดึงต่างประเทศมาไทย ทั้งเรื่องท่องเที่ยวการลงทุน และเจรจาด้านต่างๆ ที่ต้องรุดหน้า ขณะนี้ไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจซบเซา และความเชื่อมั่นลดลง ก็ไม่ควรลดลงกว่านี้ ประเทศจะเสียหายมากขึ้น” นายวิศิษฐ์กล่าว
นายวิศิษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ต้องได้ตัวนายกฯให้เร็วที่สุด ไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารประเทศ หรือน้อยที่สุด ไม่อย่างนั้นจะมีผลต่อความเชื่อมั่น และภาพพจน์ของต่างชาติ นักลงทุนในและนอกประเทศ รวมถึงการสานต่อนโยบายรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ให้เดินหน้า ตอนนี้ต้องมีหัวนำรัฐบาลก่อน ส่วนอื่นๆ ค่อยตามได้

