‘นักวิชาการ’วิพากษ์ ‘อิ๊ง’ นั่งนายกฯคนที่31

17.08.24 | 12:24 น.

หมายเหตุความเห็นของนักวิชาการภายหลังพรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อ น..แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศ

ธเนศวร์ เจริญเมือง

อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง 

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ น..แพทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 คิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้เพื่อไทยไม่มีทางเลือกแล้ว จากที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน คือ นายเศรษฐา ทวีสิน นายชัยเกษม นิติสิริ และ น..แพทองธาร ชินวัตร แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เชื่อว่าน่าจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินสถานการณ์ไว้แล้ว ผู้บริหาร และ ส.. จึงมีมติเสนอชื่อ น..แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ยังอายุน้อย แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายที่เพื่อไทยจะรักษาฐานอำนาจไว้

Advertisement

ทั้งนี้ การตัดสินใจเสนอชื่อ น..แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี คาดว่านายทักษิณ ชินวัตร มีความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของแกนนำและขุนพลพรรค ว่าจะช่วยกันผลักดันการทำงาน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ให้เดินหน้าไปได้ ส่วนภาพลักษณ์จะสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การเมือง และต่างประเทศได้หรือไม่ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสำคัญ แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่นายทักษิณ ยังเป็นหนุ่มมีความแข็งแกร่ง ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจนชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งช่วงนั้นประเทศก็มีปัญหาสะสมมากมาย แต่นายทักษิณก็สามารถนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่สุดท้ายก็ถูกอำนาจนอกระบบล้มล้าง ถือเป็นบาดแผลของสังคมไทย

ขณะที่วันนี้นายทักษิณ และแกนนำคนสำคัญของเพื่อไทยกลับมาแล้ว เชื่อมั่นว่าบุคคลที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์กลับมาเจอกับปัญหาที่เคยฝ่าฟันมาแล้วอีกครั้ง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก อุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่มาก แต่ตนเองยังตั้งความหวังและเชื่อมั่นว่าแกนนำของเพื่อไทยจะรวมพลังกันแก้ปัญหาครั้งนี้ได้

อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะสามารถฝ่าด่านฝ่ายอนุรักษนิยมได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกลุ่มมวลชนที่เจ็บป่วยจากปัญหาปากท้อง วิกฤตเศรษฐกิจ และการไหลทะลักเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติ ถือเป็นสิ่งท้าทายของเพื่อไทยมากว่าจะรับมือและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ แต่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะจับมือกันสู้เต็มกำลังแน่นอน ส่วนนโยบายเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อไทยก็น่าจะพยายามทำให้ได้เพื่อรักษาฐานเสียงไว้ 

แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับอำนาจและพลังการต่อต้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จ

ตรีเนตร สาระพงษ์

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

เมื่อถามว่า ระหว่าง น..แพทองธาร ชินวัตร กับ นายเศรษฐา ทวีสิน ใครเป็นนายกฯขัดตาทัพมากกว่ากันในสายตา นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะเจ้าของอำนาจตัวจริง และการไม่ไยดีของคนจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะบรรดาคนในเพื่อไทยน่าจะแสดงความเป็นนายกฯขัดตาทัพของนายเศรษฐา ในช่วงเวลาจากดูไบมาถึงโรงพยาบาลตำรวจ และวันนี้ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าได้ดี และในช่วงเวลาสั้นๆ น..แพทองธาร ก็ถูกเสกสรรปั้นแต่งอย่างรวดเร็วในฐานะตัวจริง ผู้รับมรดกทางการเมือง

แน่นอนว่าความคลางแคลงใจของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ผู้เป็นแม่ซึ่งมองย้อนประวัติศาสตร์การเมืองของบรรดานายกรัฐมนตรีจากค่ายทักษิณย่อมเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่สะท้อนชะตากรรมอดีตนายกฯจากนายทักษิณ ถึง น..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เป็นอย่างดี เพียงแต่นี่คงเป็นเพียงการคัดง้างให้วิถีทางของว่าที่นายกฯอุ๊งอิ๊งอยู่บ้าง แต่ทว่าในวันที่นายทักษิณ ชินวัตร อำนาจทางการเมืองเต็มมือ ปลดเปลื้องตนเองจากพันธนาการและโซ่ตรวนในฐานะนักโทษ และสานสัมพันธ์กับอำนาจเก่าชนิดแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว วิถีทางของ น..แพทองธาร จึงน่าจะไม่ซ้ำรอยพ่อ ลุง และอา ซึ่งน่าจะพอที่จะให้ผู้เป็นแม่หลีกทางให้กับ น..แพทองธาร

เมื่อ น..แพทองธาร คือ ตัวจริงในสายตานายทักษิณ ผู้เป็นพ่อมาตลอด แม้ตัว น..แพทองธาร ในแง่ประสบการณ์อาจไม่ความสุกงอมนัก ถึงขนาดที่ควรจะรออีกสักพักก็ตาม แต่เงื่อนเวลาทางการเมืองที่การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่อาจคาดหวังชัยชนะได้ด้วยกระแสพรรคประชาชน นี่จึงเป็นโอกาสที่เหมาะที่สุดของ น..แพทองธาร ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ประกอบกับการวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งของศาลรัฐธรรมนูญจึงเข้าทางนายทักษิณ เพราะเป็นเสมือนการยืมมือศาลรัฐธรรมนูญเขี่ยตัวสำรองแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น และดันลูกสาวขึ้นสู่ตำแหน่งที่เป็นมรดกของตระกูล

การดำเนินนโยบายของรัฐบาลหากเป็นชื่อ น..แพทองธาร โดยไม่มีพ่อเป็นกุนซืออยู่ด้านหลัง แน่นอนว่าที่ผ่านมาแค่งานเดียวอย่างการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ก็ไม่มีความโดดเด่น ประกอบกับการด้อยประสบการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน นายกฯของประเทศไทยจึงอาจมีสองคนทำนองว่าทักษิณคิด อุ๊งอิ๊งทำ

ส่วนดิจิทัลวอลเล็ตน่าเชื่อว่าเป็นไปได้ทั้งสองทางที่จะผลักดันนโยบายนี้ต่อ เพราะนี่เป็นนโยบายที่เข้าถึงฐานเสียงได้มากที่สุดในวันที่นายทักษิณก็มองออกว่ากระแสของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจทำให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคเล็กได้ ดังนั้น การตัดนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่อยู่ในกระแสอยู่แล้วจึงไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก เพียงแต่นายทักษิณรู้จุดอ่อนของนโยบายนี้ว่า เป็นนโยบายที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมและมีความสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย ก็ขึ้นอยู่กับว่านายทักษิณจะพาลูกสาวไปสู่จุดที่เสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง และมีชะตากรรมเหมือนตนและน้องสาวที่ได้รับบทเรียนราคาแพงจากกรณีจำนำข้าวของน้องสาวที่เป็นบาดแผลในใจอยู่ถึงทุกวันนี้ และถึงจุดจุดหนึ่งนายทักษิณก็ต้องเลือกระหว่างฐานเสียงกับชะตากรรมลูกสาว แน่นอนว่าหากโครงการนี้ถูกพับเก็บมันจะถูกยัดให้เป็นโครงการของเศรษฐา ที่เมื่อเจ้าตัวไม่อยู่แล้วก็ต้องยุติลง ส่วนนโยบายอื่นๆ หากเป็นนโยบายของทักษิณโดยแท้ที่ส่งผ่านนายเศรษฐาในฐานะผู้แสดงแทนก็อาจมีการผลักดันต่อโดยเฉพาะการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่นโยบายของเศรษฐา แท้ๆ อาจต้องจบไปพร้อมกับตัวคน

ในแง่การเมืองนายทักษิณอาจต้องทำมากกว่าการคิดด้วยซ้ำโดยเฉพาะการบริหารจัดการอำนาจของกลุ่มการเมืองและผลประโยชน์ซึ่งส่วนนี้ทักษิณผู้เป็นพ่ออาจต้องดำเนินการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นตัวกันกระแทกทางการเมือง หรือเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กและค่อยๆ เรียนรู้จนกว่าจะปีกกล้าขาแข็ง

วีระ หวังสัจจะโชค

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

การที่พรรคเพื่อไทยเสนอ น..แพทองธาร ต้องยอมรับความจริง เป็นทางเลือกที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ชอบนัก ถ้าหากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ก็คือ สถานการณ์บีบให้พรรคเพื่อไทยต้องใช้อุ๊งอิ๊งเท่านั้น อันเนื่องมาจาก ข้อที่ 1 นายชัยเกษม นิติสิริ เคยมีบทบาทในการออกแถลงการณ์ เมื่อปี 2564 ในการสนับสนุนให้มีการแก้ ม.112 ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มราษฎร แถลงการณ์ในปี 2564 ในช่วงนั้น นายชัยเกษมเป็น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคเพื่อไทย และปมตรงนี้ทำให้ต่อให้เอา นายชัยเกษมขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องถูกร้องอยู่ดี เพราะว่าคดี 112 พรรคก้าวไกลถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานแล้ว หลังจากยุบพรรคก้าวไกลว่าเป็นกรณีล้มล้างการปกครอง เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถใช้นายชัยเกษมได้ ต่อให้ใช้ก็ถูกร้องอยู่ดีประเด็นต่อมาคือการแถลงของพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่พูดตรงๆ ในตอนเช้า พรรคภูมิใจไทยบอกว่าสนับสนุน แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย แต่ต้องไม่ใช่คนที่แตะ 112 หมายความว่าแคนดิเดตที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต้องไม่เคยมีความสัมพันธ์หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ 112 เลย เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดอาจารย์ชัยเกษมออกไปได้เลย เหลืออยู่คนเดียวก็คือ น..แพทองธาร เพราะว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่มี 141 เสียง พรรคเพื่อไทยไม่สามารถที่จะส่งไม้ต่อให้พรรคภูมิใจไทยได้ เพราะหากส่งไม้ต่อไปที่พรรคภูมิใจไทย นโยบายทั้งหมดของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เงินดิจิทัล จะต้องถูกล้มทั้งหมด

และพรรคภูมิใจไทยที่กำลังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน สามารถคุมในระบบราชการได้ และยังมีกลุ่มที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็น ส..สีน้ำเงินอีก เพราะฉะนั้นถ้าให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจในฝ่ายบริหารมากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดี จากทั้ง 3 เรื่องนี้ จึงบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องนำ น..แพทองธาร ออกมาเร็วกว่าเวลา เพราะความจริงพรรคเพื่อไทยต้องการสร้างผ่านผลงานต่างๆ เพื่อใช้ น..แพทองธาร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในปี 2570 เพราะฉะนั้นช่วงเวลานี้ถึงปี 2570 ควรจะได้สั่งสมบารมีสร้างเครือข่ายทางการเมือง และสร้างคะแนนนิยมจากประชาชนผ่านผลงาน แต่พอมาวันนี้เอามาเร็วกว่าเวลา ยังไม่มีผลงานทางการเมืองอย่างชัดเจน บารมีก็ยังมีไม่มากนัก การเอาออกมาในเวลานี้ก็เหมือนกับ ออกมาอยู่ในท่ามกลาง คมหอกคมดาบ ของทั้งฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.. และองค์กรอิสระ รวมถึงสื่อมวลชนด้วย ทุกองค์ประกอบของสังคม ไม่เอื้อเลย ยกตัวอย่างเช่น หากมีการนำขึ้นมาแล้วมีการดำเนินนโยบายของพรรคเพื่อไทยต่ออย่าง เช่น เงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงว่า จะต้องมีเหล่านักร้องไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกเยอะ และอาจจะมีคดีติดตัวเข้าอีหรอบเดียวกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่โดนคดีจำนำข้าวไปแล้ว ก็เป็นทางหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เรื่องร้องเรียนมีแน่ๆ

ประเด็นจะยกเลิกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ก็เป็นปัญหาอีก เพราะถ้าเพื่อไทยไม่มีเงินดิจิทัลก็ไม่มีอะไรแล้ว เพื่อไทยจะไม่มีนโยบายเพื่อเอาไปหาเสียงในครั้งหน้า และถ้าเราจำกันได้ การที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว หัวใจสำคัญคือต้องรีบเป็นรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รอ 10 เดือนไม่ได้เมื่อรอ 10 เดือนไม่ได้ ก็ต้องรีบแจกเงินดิจิทัล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างพายุหมุน และถ้าไม่แจกก็จะกระทบต่อทางการเมืองมากๆ สถานการณ์ในปัจจุบัน จึงทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะตัดสินใจไปทางไหน ก็ไม่ดีต่อพรรคทั้งนั้น มันคือลักษณะของเมื่อเทียบกับการทำสงคราม นี่ก็คือ กองทัพที่กำลังออกมาจะถอยก็เสียดายจะสู้ต่อก็อาจจะเสียหายมากกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นสถานการณ์ที่เอา น..แพทองธาร ขึ้นมาในวันนี้ ทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ส่วนกรณีเป็นนายกฯหุ่นเชิด ถ้าพูดแบบนี้ก็อาจจะไม่เป็นธรรม ต่อ น..แพทองธารมากนัก เพราะคงไม่ใช่นายกฯหุ่นเชิดหรอก จริงๆ เป็นคนมีความสามารถมีความเข้มแข็งแต่ว่าในสังคมเราเวลามองเห็นเขาไม่มองเห็นแค่ น..แพทองธาร แต่เขาเห็นพ่อและเห็นคุณน้านั่นก็คือ อดีตนายกฯทักษิณและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะเข้าทางประเด็นทางสังคมทันทีนี่ไง อำนาจทางการเมือง เป็นเหมือนมรดกจากพ่อสู่ลูก ซึ่งตรรกะนี้จะใช้กับนายเศรษฐาไม่ได้ แต่พอเป็น น..แพทองธาร เหมือนเข้าทางให้กับฝ่ายค้าน และสื่อมวลชน ในการที่จะใช้ประเด็นนี้ตรวจสอบอย่างหนัก จะถูกกดดันจากทุกทาง ซึ่งตรงนี้แม้ว่าตัดสินใจได้เอง เลือก ครม.เอง คนก็จะโยงอยู่ดีว่านายทักษิณอยู่เบื้องหลัง

..แพทองธาร ก็ต้องใช้ผลงานในการพิสูจน์ตนเอง ว่าตนเองจะมีภาวะผู้นำหรือไม่ แต่ถ้าเราดูจากเหตุการณ์ในอดีตอย่างเช่น เรื่อง การไปกดดันให้ นายวัน อยู่บำรุง ต้องออกจากพรรค แค่คุณวัน ไม่ได้เป็น ส.. ยังสร้างความปั่นป่วน ในพรรคเพื่อไทยและในสังคมได้มากขนาดไหน ถ้ามาเจอกับเรื่องใหญ่ที่มากกว่านี้ล่ะ ถ้ามาเจอกับเรื่องเงินดิจิทัลล่ะ มาเจอปัญหา Entertainment Complex ที่พรรคภูมิใจไทย เขาไม่ยอมล่ะ มาเจอปัญหาที่จะเอากัญชาออกจากยาเสพติดหรือเปล่า มาเจอกับปัญหาพรรคร่วม ในพลังประชารัฐที่ครึ่งหนึ่งสนับสนุนเพื่อไทย อีกครึ่งหนึ่งพร้อมจะเล่นงานเพื่อไทย ก็เลยเต็มไปด้วยปัญหาทั้งนั้น 

การที่ น..แพทองธารเข้ามาเวลานี้ เขาเรียกว่าเสียดายของ เป็นคนมีของ ควรที่จะเป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทยในอนาคต แต่การที่มาในวันนี้เหมือนกับเราเด็ดผลไม้ก่อนที่มันจะสุก ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ