ชาญวิทย์ ปาฐกถา 79 ปี ‘วันสันติภาพไทย’ รีวิวหนัง 3 เรื่องรวด จากเลือดทหารไทย ถึงบ้านไร่นาเรา
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ณ ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช สถาบันไทยคดีศึกษา อาคารอเนกประสงค์1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ สถาบันไทยคดีศึกษา จัดงานเสวนาวิชาการ “พระเจ้าช้างเผือก” ภาพยนตร์การเมือง-สันติภาพ สู่ มรดกความทรงจำ และความหวังของคนรุ่นใหม่
เวลา 13.30 น. ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปี วันสันติภาพไทย หัวข้อ “ภาพยนตร์กับการเมือง สงครามกับสันติภาพ”
ในตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ตนจะขอพูดคุยถึงภาพยนตร์ 3 เรื่อง คือ เลือดทหารไทย บ้านไร่นาเรา และพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งวันนี้เป็นวันดี 16 สิงหาคม ตนในฐานะที่ชอบดูหนังเป็นพิเศษ บ้าดูหนังมาก บางวันเคยดู 3 เรื่อง เนื่องจากแถวศาลาเฉลิมกรุง โรงหนังคิง ควีนส์ แกรนด์บูรพา คนที่นั่งอยู่ในที่นี้อาจจะนึกออก ที่มักจะมีพวกอันธพาลอยู่เยอะ
“ภาพยนตร์ปรากฏในสยามประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2440 หรือ ค.ศ. 1897 โดยมีคนชื่อ เอส. จี. มาร์คอฟสกี นำสิ่งที่เรียกว่า ซีนีมาโตกราฟ (cinematograph) ของบริษัท ลูมิแอร์ หนังประเทศฝรั่งเศส ที่หลายท่านอาจจะนึกออก เอามาฉายแล้วเก็บค่าดูที่โรงละคร ประตูสามยอดกรุงเทพ เป็นภาพยนตร์เรื่องสั้นที่จบภายใน 1 ม้วน 40 ฟุต ดังนั้นคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวง ก็รู้จักวิทยาการและความบันเทิงของโลกสมัยใหม่ มาฉายในสมัยรัชกาลที่ 5 รวมทั้งมีการสร้างภาพยนตร์โดยหน่วยงานราชการของไทย โดยธุรกิจการค้า” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์เผย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 มีภาพยนตร์สารคดีสำคัญอยู่ 3 เรื่อง 1. การปฏิวัติ 2475 2. วันรัฐธรรมนูญครั้งแรก 10 ธันวาคม 2475 และ กบฏบวรเดช 2476
“จากมุมมองของผมที่ได้ศึกษาภาพยนตร์มา 3 เรื่อง ศึกษาโดยเปรียบเทียบตามลำดับ คือ เรื่องแรก เลือดทหารไทย สอง เรื่องประเจ้าช้างเผือก และเรื่องที่สาม บ้านไร่นาเรา
เรื่องแรก กับ เรื่องที่สาม เป็นผลงานของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาล พระยาพหลพลพยุหเสนา กับ ระยะหลังเป็นนายกรับมนตรี ส่วนเรื่องที่ 2 เรื่องพระเจ้าช้างเผือกตามลำดับเวลาของการสร้างและการฉาย เป็นพลงานของคณะท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีคลัง ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า เรื่องแรก ‘เลือดทหารไทย’ พ.ศ.2478 หลังปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พล็อตเรื่องแป็นเรี่องร่วมสมัย ตนขอเน้นคำว่า ‘ร่วมสมัย’ เป็นเรื่องชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวพันกับการทหาร ท้องเรื่องผสมคละเคล้ากับความรักอันโรแมนติก ทั้งรักแท้และการเสียสละ
“ถ้าไปอ่านพล็อตเรื่องละเอียด ในหนังสือที่ผมเขียนไว้ ท่านอาจจะขนลุกไปเลยว่า มันสวีตจริงๆ เหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อะไรทำนองนั้น ซึ่งอยู่ในสมัยที่สยามต้องประกาศสงครามกับชาติศัตรู เราก็รู้ เดาเอาทางประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสแน่ๆ ในอินโดจีน กับ กองทัพสยามที่มีทั้งบก เรือ อากาศ ที่เข้าสู่สงครามสู้รบ ได้ชัยชนะอย่างงดงาม
เค้าโครงเรื่องนี้มาจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม มันสะท้อนว่า ท่านได้คิดไว้แล้วว่า สงครามใหญ่เป็นเรื่องที่หลีกเลียงไม่ได้สำหรับคนที่เป็นผู้นำในสมัยนั้นช่วงปี 2470 กว่าๆ ท่านคิดเอาไว้ก่อนการประกาศสงครามจริงถึง 7 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ปลุกระดมให้คนไทยรักชาติ และรักการทหาร เป็นเรื่องที่สะท้อนลัทธิชาตินิยม ผสมกับ ลัทธิทหารนิยม อย่างชัดเจน ‘ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดได้’ สมัยนั้นเขาใช้คำนี้ เพื่อสื่อสารกับชาวไทยในประเทศเป็นส่วนใหญ่” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ชี้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ท่านคงเห็นโปสเตอร์ ‘เลือดหทารไทย’ สมัยนั้น และมีเพลงประกอบที่หลายท่านอาจจะรู้จัก คือ เพลงกุหลาบในมือเธอ กับ เกิดเป็นชายชาติทหาร ทำนองโดย ขุนวิจิตรมาตรา หรือ สง่า กาญจนาคพันธุ์ ผู้ประพันธ์ ซึ่งเป็นคนที่แต่งเพลง ‘สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง’ เรื่องแบบนี้ถ้าให้คุยได้เป็นวัน
“หนังเรื่องนี้เข้าฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง วันที่ 3-8 เมษายน 2478 กับที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร และควีนส์ ภาพยนตร์พูดได้นี้เป็นของกองโฆษณากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศแห่งชาติสยาม” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ระบุ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ‘พระเจ้าช้างเผือก’ พ.ศ.2484 หรือ ค.ศ. 1941 ซึ่งเป็นปีที่ตนเกิดจึงจำปีได้แม่น โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า The king of the white elephant พล็อตเรื่องอิงประวัติศาสตร์จากสงครามยุทธหัตถีสมัยอยุธยาหลายคนก็คงทราบ
“ตีความว่าพระเจ้าจักราแห่งอโยธยา ทรงเป็นธรรมราชา สนใจในทุกข์สุขของราษฎร ส่วนผู้ร้ายฝ่ายตรงข้าม คือ พระเจ้าหงสา เป็นใครไม่ได้ถ้าเรานึกดู ก็ประเทศข้างเคียงเรานี่เองที่สร้างสงคราม ไม่สร้างสันติภาพอย่างเช่นกับพระเจ้าจักรา
หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานของคณะท่านปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลองนึกดูว่า 2 ชื่อนี้ โยงกันไปโยงกันมาตลอดเวลา ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดได้ พูดเป็นภาษาอังกฤษ และชี้ให้เห็นว่าท่านปรีดีต้องการสื่อกับโลกสากลในแนวความคิดว่าด้วย ‘สันติภาพ’” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ชี้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า เรื่องนั้นมีเพลงที่พระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นคนแต่งคำนองเพลงชาติไทย ท่านก็แต่งเพลงนี้ประกอบในหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งมันมีโน้ตที่เอามาถอด มันถูกเรียกว่า ‘เพลงสายสมร’ ก็มี บางทีก็เรียกว่า ‘เพลงสรรเสริญพระนารายณ์’ เพราะมาจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์
“ผมอยากจะแทรกตรงนี้ว่า ในการศึกษาภาพยนตร์ 3 เรื่อง ในบริบทของการเมืองระดับโลกของยุคสมัยนั้น กล่าวได้ว่าผ่านมาแล้ว 100 ปีก็ตาม แต่เป็นประเด็นถกเถียงเรื่องสันติภาพ (War and Peace) ทำให้เราต้องมอง 2 ด้าน คือ 1. การประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 ต่อจากสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ ใช้คำนี้ในการประกาศโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ทำให้ประเทศไทยแม้จะประกาศนโยบายเป็นกลางมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พระยาพหลพลพยุหเสนา แต่ด้วยภูมิรัฐศาสตร์การเมืองกับการบุกรุกโจมตีของกองทัพอันทรงพลานุภาพของญี่ปุ่นที่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งการโจมตีทางอากาศไกลข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงเกาะฮาวาย ทำให้รัฐบาลไทยต้องยอมจำนน ยอมให้ญี่ปุ่นผ่านดินแดนไทยรุกรานไปจนกระทั่งถึงมลายู สิงคโปร์ บุกเข้าไปในพม่า บุกเข้าไปในอินเดียเพื่อไปยึด ‘บริติชราช’ ของอังกฤษในอินเดีย เราต้องมองภาพใหญ่แบบนี้เลยว่า ทำไมถึงมีการประกาศสงครามของจอมพล ป. พิบูลสงคราม” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ชี้
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ในช่วงต้นของสงครามนั้น ญี่ปุ่นกับฝ่ายอักษะ เยอรมนี และ อิตาลี ทำท่าว่าจะชนะสงครามด้วยซ้ำไป ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเล่น “Bamboo Diplomacy” นโยบายไผ่ลู่ลม อิงไปกับฝ่ายที่น่าจะชนะสงคราม ทำนองเดียวกันกับประเทศฟินแลนด์ ในแถบสแกนดิเนเวีย แม้จะประกาศนโยบายเป็นกลาง แต่ก็ต้องโอนอ่อนไปกับสหภาพโซเวียต
“ฉะนั้นดูเหมือนว่าสมัยสงครามโลกนั้น มีอยู่ประเทศเดียว ที่จะรักษาความเป็นกลางเอาไว้ได้ ไม่มีสภาพของภูมิรัฐศาสตร์ที่เสี่ยงภัย คือ สวิตเซอร์แลนด์ สงครมโลกครั้งที่ 2 ได้ระเบิดเข้ามาในเมืองไทยของเราเรียบร้อยและกินเวลาถึง 4 ปี จนกว่าญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ถูกถล่มด้วยปรมาณู 2 ลูก เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 1945
ผมมักจะให้นักศึกษาจำวันที่ 6 และ 9 สิงหาคมให้ได้ เพราะวันที่ 15 สิงหาคมในปีเดียวกันนั้น จักรพรรดิฮิโรฮิโตะ รัชสมัยโชวะ ต้องประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการประกาศสันติภาพ” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า ประกาศนี้โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 ซึ่งเป็น 1 วันถัดมาเท่านั้น โดยถือว่าในคำประกาศอันนั้นว่า
“การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และ บริเตนใหญ่ เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ซึ่งการสงคราม กับ การประกาศสันติภาพ ห่างกันระยะเวลา 3 ปี กับอีก 7 เดือน ตั้งแต่ประกาศแรกกับประกาศหลัง
สรุปได้เช่นเดียวกันว่า การดำเนินนโยบายอย่างฉับพลันเช่นนี้ของ ปรีดี พนมยงค์ ทำให้ประเทศไทยไม่สูญเสียเอกราช ไม่ถูกยึดครองโดยกองทัพของฝ่ายชนะ คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร (สหประชาชาติ)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์กล่าว



