หน้าแรก การเมือง ยุกติ วิเคราะ...

ยุกติ วิเคราะห์ลึก ‘คนชั้นกลาง’ ในสายตา ‘นิธิ’ ชี้เป้ามุมคิดต่อ ตอบปม ความขัดแย้งระหว่างรุ่น?

17.08.24 | 17:00 น.

ยุกติ วิเคราะห์ลึก ‘คนชั้นกลาง’ ในสายตา ‘นิธิ’ ชี้เป้ามุมคิดต่อ ตอบปม ความขัดแย้งระหว่างรุ่น?

ในวาระครบรอบ 1 ปีการจากไปของ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย ซึ่งถูกขนานนามให้เป็น ปัญญาชนแห่งยุคสมัย เสียชีวิตด้วยวัย 83 ปี ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีบรรยายสาธารณะ (Public Lecture) “คิดต่อจากนิธิ” ผ่านหัวข้อวิชาการ 7 หัวข้อ โดยมีนักประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นถึงแนวคิดและผลงาน

เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยนิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปและชาวต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ชื่อเสียงร่วมด้วย อาทิ ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์, นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, นายประกิต กอบกิจวัฒนา หรือ แมว ผู้คร่ำหวอดในแวดวงโฆษณา และผู้วางกลยุทธ์สื่อสารในแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

โดยการเสวนาแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้ 1.รื้อสร้าง ’ตาข่ายแห่งความทรงจำ’: แนวศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของนิธิ โดย ณัฐพล ใจจริง , 2.นิธิ, ZOMIA : และผู้คนก่อนล้านนา โดย นิติ ภวัครพันธุ์, 3. สำรวจตัวตนทางวัฒนธรรมและการเมืองของชนชั้นกลาง/กฎุมพีไทยสยาม ’ในและนอก’ สายตาอาจารย์นิธิ โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร, 4. จาก Weber ถึง Arendt : อำนาจและอำนาจนิยมในทัศนะของนิธิ โดย เกษม เพ็ญภินันท์, 5. ทหารมีไว้ทำไม : ปัญหาว่าด้วยชาติและความมั่นคง โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์, 6. ทุน vs รัฐ : เศรษฐศาสตร์การเมืองจากนิธิ โดย อภิชาติ สถิตนิรามัย และ 7. Counter พุทโธเลี่ยน : ถือพุทธแบบนิธิ โดย วิจักขณ์ พานิช ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมถ่ายทอสดผ่านมติชนทีวี และประชาไท

Advertisement

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ยุกติ บรรยายหัวข้อ “สำรวจตัวจนทางวัฒนธรรมและการเมืองของชนชั้นกลาง/กฎุมพีไทยสยาม ‘ในและนอก’ สายตานิธิ” กล่าวว่า อ.นิธิ วิพากษ์ชนชั้นกลางมามาก ซึ่งตนอยากจะเสนอว่า ใจของท่านอยู่กับชนชั้นกลางระดับล่าง และคนรากหญ้า แต่ว่ากายอยู่กับคนชั้นกลางระดับกลางถึงบน ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะบนมากกว่าตนเสียด้วยซ้ำ มันจึงเป็นภาพคร่าวๆในงานของอ.นิธิที่จะพูดต่อไป

“ผมคิดว่าถ้าอ่านงานของอาจารย์นิธิ ท่านมีกรอบในการวิเคราะห์ชนชั้นกลางที่ชัดเจนมาก ผมรู้สึกว่ามันมีความชัดเจนมาก แต่ว่ามันอยู่ในกรอบความชัดเจนที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ หมายความว่า มันอยู่ในกรอบเดิมนั่นล่ะ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเปลี่ยนแปลงและยุคสมัยของชนชั้นกลาง แต่ว่าวิธีต่อชนชั้นกลางของอาจารย์นิธิ ผมคิดว่าไม่ค่อยเปลี่ยน เมื่อถึงที่ท้ายที่สุดแล้วอาจารย์นิธิเชียร์ หรือ ให้ใจกับคนชั้นกลางที่ใหม่ที่สุด ซึ่งมีส่วนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2563-2564 แต่เป็นกลุ่มคนที่แกไม่เคยเข้าใจมากที่สุด” รศ.ดร.ยุกติชี้

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า เวลาที่อาจารย์นิธิพูดถึงกระฎุมพีหรือชนชั้นกลาง มักใช้คำว่า ‘คนชั้นกลาง’ มากว่าคนชนชั้นกลาง ตนคิดว่ามันสามารถดูได้จากมิติวัฒนธรรม ซึ่งขอบคุณมากที่มีการรวมเล่นหนังสือเกี่ยวกับการวิเคราะห์วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมคนชั้นกลาง ที่จะเห็นยุคสมัยของอาจารย์เอง หรือ ยุคสมัยของกลุ่มคนที่จับมาพูดถึง

“เล่มปากไก่และใบเรือ ประกอบไปด้วยบทความ 4 ชิ้น แต่ที่จริงแล้วมันคืองานวิจัย 1 ชิ้นครึ่ง หรือ ตามจริงก็เป็นงานวิจัยทั้งหมด 4 ชิ้นเลย แต่ชิ้นที่ใหญ่ที่สุด คือ ชิ้นแรก ‘วัฒนธรรมกระฎุมพีต้นรัตนโกสินทร์’ อันนี้เป็นแล่มที่คลาสสิคมาก ถ้าจำไม่ผิดเป็นงานที่อาจารย์เสนอกับสถาบันไทยคดีศึกษา ตั้งแต่ปี 2525 ผมกลับมาอ่านอีกทีก็ยังรู้สึกว่า เดี๋ยวจะต้องเอากลับไปให้นักศึกษาอ่านในชั้นเรียนอีกแล้ว เพราะเป็นงานชิ้นที่สำคัญมาก

สิ่งที่สำคัญ คือ หลายคนติดกับสิ่งที่นิธิเองก็ใช้ว่า ‘เราควรจะเข้าใจจากภายในสังคมเอง มากกว่าให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกมาก’ ตรงนี้ผมคิดว่ามันขังคนที่อ่านงานของนิธิไว้จำนวนหนึ่งแล้วก็ไม่เลิกเถียงเรื่องนี้สักที เลิกเถอะแกไม่ได้ติดกับขนาดนั้นหรอก แต่เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่ง” รศ.ดร.ยุกติระบุ

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ความโดดเด่นของงานชิ้นนี้อยู่ที่การเข้าใจกระฎุมพีผ่านวรรณกรรมที่เปลี่ยนไป  แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นิธิทำคือไปหาชุดคุณค่าที่มันซ่อนอยู่ในวรรณกรรมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขุนช้างขุนแผน หรือแม้กระทั่งรามเกียรติ์ เวอร์ชั่นของต้นรัตนโกสินทร์ อย่างมิติเรื่องความรักโรแมนติกแบบปัจเจกมากขึ้น

รศ.ดร.ยุกติกล่าวอีกว่า งานอีกชิ้นหนึ่งที่ตนคิดว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของอาจารย์นิธิ คือ “ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5” พูดถึงคนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งมีความคลาสสิคทั้งในแง่ระยะเวลา และแง่ของวิชาการที่มีระเบียบวิธีทางวิชาการที่เคร่งครัดมาก เล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2536 ต้องโน๊ตไว้ว่าหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยมีเชิงอรรถอยู่อันหนึ่งที่สำคัญอยู่ช่วงท้าย คือ อาจารย์นิธิยังเคร่งอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย เขียนในปี 2534 เพราะว่าอาจารย์นิธิเขียนอะไรก็จะสัมพันกับบริบทตอนนั้น

งานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นความเป็นชนชั้นกลางในยุคฟองสบู่ สิ่งที่นิธิวิเคราะห์ คือพิธีกรรมที่สะท้อนความเป็นคนชั้นกลางอย่างมาก มีความเป็นกระฎุมพี มีความเป็นมนุษยนิยม ให้ความสำคัญกับมิติทางเศรษฐกิจความมั่งคั่ง

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ส่วนงาน “บริโภค โพสต์โมเดิร์น” ออกมาก็สนุกไปอีกแบบ โดยจะเห็นการจิกกัดคนชั้นกลาง แต่มันเป็นคนชั้นกลางที่อยู่กับกลุ่มก้อนวัฒนธรรมที่อาจารย์นิธิใช้คำว่า วัฒนธรรมบริโภค หรือ ยุคบริโภคนิยม และบางทีก็หลุดคำว่า ‘โพสต์โมเดิร์น’ บ้าง

“คนที่รวบรวมเล่นนี้มาพิมพ์ก็สนุกมากพอที่จะเอา ศ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา ที่สมัยนั้นถูกติดป้ายว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งโพสต์โมเดิร์นมาเขียนคำนำให้กับหนังสือ แต่ว่าอ.ธเนศ ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจอ.นิธิ เพราะเห็นการกระแหนะกระแหนด้วยลีลาที่ยังงงว่า ธเนศเขียนอะไร ซึ่งธเนศก็จะเป็นอย่างนั้น ประเด็นคือธเนศสรุปไว้อันหนึ่งว่า สำหรับนิธิโพสต์โมเดิร์น เป็นพวกไม่มีโลกทัศน์ เพราะความเป็นโลกทัศน์ของนิธิจะต้องมีการร้อยเรียงความหมายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งในความหมายก็มีความย้อนแย้งเหมือนกัน

ขออ้างคำของศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ในแง่หนึ่งมีลักษณะของการสร้างเอกภาพทางวัฒนธรรมให้คนชั้นกลางอยู่เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความเลื่อนไหลของคนชั้นกลาง มันก็เลยมีความย้อนแย้งกัน ตรงนี้มันก็เลยยากที่จะอ่านงานของอาจารย์นิธิว่า จะเอายังไงกันแน่กับคนชั้นกลาง” รศ.ดร.ยุกติชี้

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า สิ่งที่ตนกำลังทำคือการจัดระเบียบวิธีคิดให้เห็น คือ ไม่เอาด้วยกับคนชั้นกลางกลุ่มนี้ทางวัฒนธรรมที่อาจารย์นิธิเป็น โดยไม่โอเคกับการไร้แก่นสาร การแสดงออกตัวตนที่ผ่านวัฒนธรรมการบริโภค เช่น ชิ้นหนึ่งเขียนถึงเด็กที่ใส่สายเดี่ยว ตนอยากจะชี้ให้เห็นว่าอาจารย์นิธิไม่เห็นถึงวัฒนธรรมการบริโภคที่มันเป็นพลังทางวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งเลย และพูดถึงวัฒนธรรมไร้รากเหล่านี้ ซึ่งตนคิดว่ามันน่าตกใจอยู่ระดับหนึ่ง

“ผมอยากจะโน๊ตไว้สักนิดหนึ่งเกี่ยวกับเด็ก ที่เกิดและเติบโตในช่วงนี้ว่า เมื่อวานผมสอนนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปี 3 – 4 อายุประมาณ 20-21 ปี ก็คือเกิดประมาณพ.ศ. 2546 รุ่นพี่เขาคือคนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นกลุ่มคนที่เกิดในวัฒนธรรมนี้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าอาจารย์นิธิไม่เข้าใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มที่เติบโตในวัฒนธรรมนี้ อาจารย์นิธิไม่เข้าใจวัฒนธรรมคนชั้นกลาง ที่อาจารย์นิธิกำลังเชียร์อยู่ในทศวรรษ 2560 เป็นต้นมา ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเพดานของอาจารย์นิธิในระดับหนึ่งอยู่เหมือนกัน” รศ.ดร.ยุกติกล่าว

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ส่วนหนังสือเล่ม ‘คนชั้นกลาง กลาง-ล่าง’ มีควาคลาสสิคและอ่านตอนนี้ดีมาก สิ่งที่พอกลับไปอ่านอีกทีแล้วตื่นเต้นมาก คือ อาจารย์นิธิพูดถึงการงอกขึ้นมาของชนชั้นกลางอีกกลุ่มหนึ่ง ‘คนชั้นกลางระดับล่าง’ และ ‘รากหญ้า’ ที่อาจารย์เอามาใช้ โดยไม่ปฏิเสธคำศัพท์ตอนที่พวกเสื้อแดงตอนนั้นเอามาใช้ในการเคลื่อนไหว และพยายามเข้าใจคนกลุ่มใหม่นี้จริงๆ

รศ.ดร.ยุกติกล่าว่า ตนขอโน๊ตไว้อีกอย่างหนึ่งว่า อิทธิพลของวิธีคิดแบบรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่พิมพ์ในปี 2534 ตนคิดว่าสั่นคลอนไปแล้วในใจของอาจารย์นิธิ คือ คนชั้นกลางเปลี่ยนไปแล้ว และเริ่มมีคนท้าทายอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนคิดว่าก็เป็นทิศทางที่อ.นิธิก็เห็นด้วย แต่ไม่ได้ขนาดจะไปแก้รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ว่านั้น

จากนั้น รศ.ดร.ยุกติกล่าวถึงวัฒนธรรม คนชั้นกลาง กับสังคมไทยปัจจุบันว่า กรอบของอาจารย์นิธิยังเวิร์คไหมกับในปัจจุบัน ตนเสนอว่าอ.นิธิก็ปรับเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยอยู่ตลอดเหมือนกัน มีแนวคิดนั้นและพูดถึงการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคนเสื้อแดงในยุคหนึ่ง หรือ กล่าวถึงขบวนการเยาวชนในช่วงยุคหนึ่ง เพียงแต่ว่ายังไม่ได้เขียนออกมา ตนก็คิดว่าใครที่จะทำงานต่อ ก็ทำได้

“มีคำถามจากอ.กนกรัตน์ (รศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล) ซึ่งทำงานวิจัยมานานพูดถึงเรื่องการเมืองของคนรุ่นใหม่บอกว่า ความขัดแย้งระหว่างรุ่นอาวุโสกับรุ่นใหม่ มันปรากฏชัด คำถามของถามที่ถามอาจารย์นกรัตน์แล้วมันเชื่อมโยงกับอ.นิธิ คือว่า ถ้าการเมืองไทยมันเปลี่ยนจากความขัดแย้งชนชั้นมันปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้งเรื่องรุ่น บ่งบอกอะไร หรือ เราจะเข้าใจมันได้อย่างไร แล้วทำไมมันถึงเป็นเรื่องรุ่น ทำไมมันเลิกเป็นเรื่องชนชั้นแล้วล่ะ คำถามเรื่องชนชั้นมันไม่ได้เวิร์คแล้วหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น มันหมดเวลาของนิธิแล้วรึเปล่า

อย่างที่ผมหยอกอาจารย์นิธิไว้ว่า อาจารย์ไม่เข้าใจคนที่ให้กำลังใจอยู่ในช่วงนี้ ถ้าหน่วยการวิเคราะห์ชนชั้นมันสั่นคลอนแล้วหน่วยการวิเคราะห์ทางวัฒนธรรม มันยังใช้ได้อยู่รึเปล่า วัฒนธรรมบริโภคทำไมอ.นิธิไม่เข้าใจมัน หรือ พูดถึงมันในลักษณะที่ไม่เห็นพลังในการต่อสู้ของมัน ในกลุ่ม Cultural studies พูดถึงเรื่องนี้เยอะมาก พวกเรื่อง Sub-culture เด็กแว้น หรืออะไรต่างๆมีอยู่เต็มไปหมด แต่นิธิกลับมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้ราก” รศ.ดร.ยุกติกล่าว

รศ.ดร.ยุกติกล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายถ้ากลับไปอ่านงานกระฎุมพีกับวัฒนธรรมต้นรัตนโกสินทร์แล้วจะเอามาศึกษาสื่อใหม่ๆ อย่าง มังงะ K-pop ซีรีส์วาย หรือ การปัดทินเดอร์หาคู่กันทั้งวันอย่างไร คือ นิธิจะยังเวิร์คอยู่หรือเปล่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากวงเสวนา ภายในงานยังมีบูธจำหนังสือ จากสำนักพิมพ์มติชนและสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน มาวางจำหน่ายในราคาพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดของ ศ.ดร.นิธิ อาทิ ‘ประชาธิปไตยติดอาวุธ’ เขียนโดย รศ.ดร.ปวริศร เลิศธรรมเทวี, ‘รสไทย (ไม่) แท้’ โดย อาสา คำภา ‘ชาติ เมื่อวายชนม์’ โดย พรชัย นาคสีทอง  ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’ โดย ปวีณา หมู่อุบล  ‘ชิงแดนแม่น้ำโขงประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม) ‘ โดย ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ‘กว่าจะครองอำนาจนำ’ โดย อาสา คำภา ‘ทุนนิยมเจ้า’ เขียนโดย ปวงชน อุนจะนํา ‘พระพุทธศาสนาไทยตายแล้ว’ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนสามรถรับชมการบรรยาดังกล่าวผ่านช่องทางยูทูป :  Matichon TV https://www.youtube.com/watch?v=32oar-sdGgg