พวงทอง ชี้ ‘นิธิ’ ซีเรียสมาก ทุ่มวิเคราะห์ ‘ทหารมีไว้ทำไม’ ยกโควตแนะประเด็นทำวิจัย
ในวาระครบรอบ 1 ปีการจากไปของ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย ซึ่งถูกขนานนามให้เป็น ปัญญาชนแห่งยุคสมัย เสียชีวิตด้วยวัย 83 ปี ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีบรรยายสาธารณะ (Public Lecture) “คิดต่อจากนิธิ” ผ่านหัวข้อวิชาการ 7 หัวข้อ โดยมีนักประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นถึงแนวคิดและผลงาน
เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยนิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปและชาวต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ชื่อเสียงร่วมด้วย อาทิ ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์, รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ , รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต, นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, นายประกิต กอบกิจวัฒนา หรือ แมว ผู้คร่ำหวอดในแวดวงโฆษณา และผู้วางกลยุทธ์สื่อสารในแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี, นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.เขต 6 จ.ปทุมธานี พรรคประชาชน เป็นต้น

โดยการเสวนาแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้ 1.รื้อสร้าง ’ตาข่ายแห่งความทรงจำ’: แนวศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของนิธิ โดย ณัฐพล ใจจริง , 2.นิธิ, ZOMIA : และผู้คนก่อนล้านนา โดย นิติ ภวัครพันธุ์, 3. สำรวจตัวตนทางวัฒนธรรมและการเมืองของชนชั้นกลาง/กฎุมพีไทยสยาม ’ในและนอก’ สายตาอาจารย์นิธิ โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร, 4. จาก Weber ถึง Arendt : อำนาจและอำนาจนิยมในทัศนะของนิธิ โดย เกษม เพ็ญภินันท์, 5. ทหารมีไว้ทำไม : ปัญหาว่าด้วยชาติและความมั่นคง โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์, 6. ทุน vs รัฐ : เศรษฐศาสตร์การเมืองจากนิธิ โดย อภิชาติ สถิตนิรามัย และ 7. Counter พุทโธเลี่ยน : ถือพุทธแบบนิธิ โดย วิจักขณ์ พานิช
ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมถ่ายทอสดผ่านมติชนทีวีและประชาไท

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.พวงทอง กล่าวในหัวข้อ ‘ทหารมีไว้ทำไม : ปัญหาว่าด้วยชาติและความมั่นคง’ ว่า คนที่ศึกษา อ่านงานของ อ.นิธิบ่อยๆ จะเห็นว่าให้ความสำคัญกับชาติอย่างมาก ซึ่งเป็นชาติในคอนเซ็ปต์แบบ ‘รัฐประชาชาติ’ (Nation state) ด้วย ซึ่งอาจารย์ยังใช้แนวคิดนี้ วิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ชนชั้นนำและกลไกอำนาจบ่อยครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็นงานในอดีต ‘ชาติไทยและเมืองไทย แบบเรียนประถมศึกษา’ ซึ่งเสนอมาช่วงทศวรรษ 2530 ‘สงครามอนุสาวรีย์กับรัฐไทย’ ‘ชาตินิยมในกระบวนการประชาธิปไตย’ หรือแม้กระทั่ง ‘รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย’ จะเห็นว่าจริงๆ แล้วอาจารย์มีคอนเซปต์รัฐประชาชาติค่อนข้างชัดเจน แต่จะมองว่าไทยเป็นรัฐประชาชาติ แบบตะวันตกหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
งานที่เกี่ยวกับกองทัพของอาจารย์ เรามักพูดถึงบทความ ‘ทหารมีไว้ทำไม’ แต่จริงๆ อาจารย์ไม่ได้เขียนชิ้นนี้ชิ้นเดียว แต่เป็นชิ้นที่สั้นที่สุด เขียนชิ้นนี้เมื่อปี 2559 หรือ 2 ปีหลังรัฐประหาร 2557 แล้วทิ้งไว้ ซึ่งบทความที่วิเคราะห์ทหารด้วยคอนเซ็ปต์รัฐประชาชาติ ชื่อว่า ‘กองทัพไทยกับการเมือง’ มี 5 ตอน ตีพิมพ์อยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ 2565 ใช้เวลาห่างจากชิ้นแรกถึง 6 ปี ซึ่งวิเคราะห์อย่างละเอียด และไม่ได้พูดถึงทหารมีไว้ทำไมแบบประชดประชัน แต่จริงๆ แล้วอาจารย์ซีเรียสกับเรื่องนี้อย่างมาก
รศ.ดร.พวงทองกล่าวว่า มีบางประเด็นที่ ศ.ดร.นิธิพูดไว้แล้วยังไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ข้อหนุนและขัดแย้งกับประเด็นที่อาจารย์พูดจึงยังมีน้อย ชาติในกรอบของอาจารย์คืออะไร โดยพื้นฐานแล้วชาติจะต้องมี 1.อำนาจอธิปไตย 2.มีดินแดนที่ชัดเจนจะล่วงละเมิดไม่ได้ 3. มีทรัพยากร 4.มีประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ แต่จริงๆ แล้วในทรรศนะของ อ.นิธิ ต้องมีมากกว่านั้น คือสำนึกของความเป็นชาติที่คนรู้สึกว่า ฉันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ฉันก็ต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของตนส่วนใหญ่ในสังคม
ในทางกลับกัน ถ้าทำให้ประชาชนมีสำนึกแบบนี้ได้ คุณถึงจะเรียกร้องกลับกันได้ว่า คุณต้องเสียภาษี, ไปเกณฑ์ทหารปกป้องชาติ, ต้องทำงานหนัก, เวลาคนเดือดร้อนต้องบริจาคให้คนอื่น, ต้องเป็นพลเมืองที่ดี นี่คือสิ่งตอบแทนที่ประชาชนจะทำให้รัฐที่ทำเพื่อสังคม ชาติแบบนี้จึงจะได้รับความยอมรับจากประชาชน และมีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องให้ประชาชนเสียสละ
“รัฐ หรือรัฐบาล ที่ถูกปฏิเสธความชอบธรรม แล้วถูกประชาชนมองว่า คุณไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่กำลังเอาเปรียบประชาชนทุกอย่าง หากประท้วงขึ้นมา ก็จะเจอกับการปราบปราม รัฐแบบนี้ในที่สุดก็จะเจอการลุกฮือ ปฏิวัติ ซึ่งมีราคาแพงที่ต้องจ่าย ขณะเดียวกันอาจารย์ก็มองว่า รัฐก็พึงมีสำนึกนี้ด้วย ไม่เพียงแค่ประชาชนอย่างเดียว ‘รัฐที่ไม่ได้เป็นชาติด้วย’ หมายความว่า คุณไม่ได้ทำอะไรที่ตอบสนองกับคนส่วนใหญ่จริงๆ”

สำหรับ อ.นิธิ ‘ชาติที่เป็นประชาธิปไตย’ จะต้องเป็น ‘ชาติของประชาชน’ กล่าวคือประชาชนต้องเป็นเจ้าของ อยู่ในสมการของอำนาจ ในการวางแผน กำหนดนโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย แต่ไม่ใช่ว่ารัฐเผด็จการจะเป็นชาติไม่ได้ รัฐเผด็จการ หรือแม้แต่รัฐนาซี ต่างก็อ้างว่าทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน โดยใช้วิธีเกลี้ยกล่อม แต่มันจะยั่งยืนไหมเป็นอีกเรื่อง ระยะยาวก็อาจจะเสื่อมถอยไป ในปัจจุบันถามว่ามีรัฐเผด็จการไหนที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ก็อาจจะนึกถึง ‘จีน’ ที่ถือว่าเข้มแข็งมาก
จากนั้น รศ.ดร.พวงทองกล่าวถึง ในทรรศนะของ อ.นิธิ กองทัพไทยแบบสมัยใหม่ ที่มีการเกณฑ์ทหาร มีกำลังพลที่ชัดเจน ซึ่งก็เพิ่งเกิดขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 5 ส่วนรัฐที่เป็นของประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เพิ่งเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 แต่การการรัฐประหารที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมา ก็วนกลับไปอีก ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในความคำนึงของผู้มีอำนาจ
รศ.ดร.พวงทองกล่าวว่า จะเห็นว่าในประเทศนี้คนจำนวนมากไม่อยากเกณฑ์ทหาร ส่งเรียน รด. ใช้เส้นสายปรากฏการณ์ที่คนจับได้ใบแดง ต้องเป็นทหาร แล้วร้องไห้ร้องห่มจนเป็นลม เขาไม่ได้อยากเกณฑ์ทหาร แต่ปฏิเสธระบบไม่ได้ ประเทศอื่น อย่างสิงคโปร์ ก็มีการเกณฑ์ทหาร แต่เขามีคำอธิบาย ต่างจากของไทยที่ทำให้คนตั้งคำถาม

“การขาดสำนึกของชาติ สำคัญอย่างมากกับความมั่นคงของประเทศนี้ เท่ากับ รัฐชาติกับประชาชนห่างกันมากขึ้นจากที่มันควรจะเป็น รัฐถูกปฏิเสธความชอบธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างการรัฐประหารในเมียนมา ที่กองทัพเสียความชอบธรรมอย่างมาก หลังรัฐประหาร ประชาชนหนีตายในรัฐแบบนี้ ไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่าลืมว่านี่คืออาการของโรคเดียวกัน” รศ.ดร.พวงทองกล่าว
รศ.ดร.พวงทองกล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญที่ อ.นิธิชี้ให้เห็นคือ สำนึก 2 ประการนี้ ต่อสู้กันอย่างดุเดือดมากขึ้น
ไม่นานมานี้เอง ที่เราเห็นพลังของอุดมการณ์ชาติ แบบทหาร สำแดงพลังออกมาล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เชียร์ให้เกิดการรัฐประหาร แต่วันนี้พลังนี้เริ่มเสื่อมถอยลง ขณะที่ สำนึกชาตินิยมของประชาชน ที่เติบโตขึ้นมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2549 มีเสื้อแดง ขบวนการเยาวชนในปี 2563 สำนึกของความเป็นชาติทั้ง 2 แบบ ถอยห่างจากกันมากขึ้น ทั้งนี้ เรายังต้องการงานวิจัยและการสำรวจ ว่าจริงหรือไม่
จากนั้น รศ.ดร.พวงทองกล่าวถึง อีกประเด็นที่สามารถทำวิจัยต่อได้ โดยหยิบยกข้อความที่ว่า
‘กองทัพที่ไม่ฉลาด ไม่ได้เป็นอันตรายต่อการป้องกันจากภายนอกเท่านั้น เพราะกองทัพในไทยมีพลังอำนาจทางการเมืองสูงมาก หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ จึงต้องไม่ฉลาดคล้อยตามไปด้วย
เช่น นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คอยแต่เอาใจกองทัพ ด้วยหวังว่าจะไม่ถูกรัฐประหาร ยึดอำนาจ ข้าราชการในหน่วยงานทั่วไปไม่กล้าขัดขืนความต้องการของกองทัพเพราะเกรงว่าจะเป็นผลร้ายกับความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตัวเอง แม้แต่มหาวิทยาลัยที่เคยอวดว่าฉลาดนักหนา ยังโง่ไปถนัดใจเลย’
รศ.ดร.พวงทองชี้ว่า เป็นประเด็นที่น่าจะไปทำวิจัยได้
“มันมีหลายเรื่องที่เราสามารถวิจัย ศึกษา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ อ.นิธิพูด ศึกษาเรื่องกองทัพ จริงไม่จริงอย่างไร” รศ.ดร.พวงทองกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากวงเสวนา ภายในงานยังมีบูธจำหนังสือ จากสำนักพิมพ์มติชนและสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน มาวางจำหน่ายในราคาพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดของ ศ.ดร.นิธิ อาทิ ‘ประชาธิปไตยติดอาวุธ’ เขียนโดย รศ.ดร.ปวริศร เลิศธรรมเทวี, ‘รสไทย (ไม่) แท้’ โดย อาสา คำภา ‘ชาติ เมื่อวายชนม์’ เโดย พรชัย นาคสีทอง ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’ โดย ปวีณา หมู่อุบล ‘ชิงแดนแม่น้ำโขงประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม) ‘ โดย ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ‘กว่าจะครองอำนาจนำ’ โดย อาสา คำภา ‘ทุนนิยมเจ้า’ เขียนโดย ปวงชน อุนจะนํา ‘พระพุทธศาสนาไทยตายแล้ว’ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น

