‘วราวุธ ศิลปอาชา’ ลุยนโยบาย 5×5 สู้วิกฤตประชากร

19.08.24 | 12:38 น.

หมายเหตุนายวราวุธ ศิลปอาชา รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์พิเศษเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ในประเด็นการขับเคลื่อนนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ในการแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ รวมทั้งสิทธิสวัสดิการต่างๆ สำหรับกลุ่มเปราะบาง 

1 ปีในการทำงานกระทรวง พม.

“เกือบจะครบปี ได้องค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก การทำงานที่กระทรวง พม.ต่างจากที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นกระทรวงสังคมสงเคราะห์ เป็นกระทรวงทำบุญ เป็นกระทรวงการกุศล แต่จริงๆ แล้วมิติของ พม.มากกว่านั้นเยอะ พอได้เข้ามาทำงานเรื่องเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ เห็นเลยว่าไม่ใช่แค่การไปให้เขา แต่ต้องเป็นการไปเอื้อให้เขาสามารถทำอะไรให้เราได้มากกว่า คือให้เขาเพื่อที่เขาให้เรา อย่างกลุ่มเปราะบาง จริงๆ บางครั้งเขาก็ไม่ได้เปราะบาง เคยมีคนพิการมาคุยกับผมว่า เขาไม่ได้ทำด้วยแก้ว เขาไม่ได้เปราะบาง แล้วเขาไม่ได้ต้องการทำแล้วบอกว่าได้บุญ เขาเกลียดที่สุดคือคำว่าได้บุญ ยังไม่ได้ตาย ไม่ต้องเอาเงินมาให้ แต่เขาต้องการโอกาสที่เขาควรจะได้ โอกาสที่เขาพึงได้ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทาง พม.จำเป็นต้องสร้างการตระหนักรับรู้ให้กับทุกฝ่าย และเอื้อโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม เพื่อที่เขาจะได้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกับทุกคน นี่คือบริบทของ พม. ไม่ใช่ให้แต่สิ่งของหรืออุดหนุนด้านการเงิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนควรจะได้คือโอกาส และนี่เป็นสิ่งที่กระทรวง พม.จะต้องสร้างขึ้นมา”

นโยบาย 5×5 แก้วิกฤตประชากร

“นโยบายสำคัญที่สุด เราได้ถกกันตกผลึก คือนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ซึ่งวันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาว่าเรากำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ เราเจอปัญหาการเด็กเกิดใหม่น้อย ปีหนึ่งไม่ถึง 5 แสนคน ถ้าเทียบกับปีที่ผมเกิดมา 50 ปีที่แล้ว ปีละล้านคน ย้อนไปประมาณปี 2500 ต้นๆ เกิดปีละ 2-3 ล้านคน ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย ปัญหาผู้สูงอายุมาก ปัญหาคนในวัยทำงานน้อยลงๆ ทั้งหมดผูกกันเป็นวิกฤตโครงสร้างประชากร ซึ่งเราถกกับหลายฝ่าย ทั้งองค์กรในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเวิลด์แบงก์ WHO องค์กรต่างๆ ของ UN อาทิ ยูเอ็นวีเมน ยูเอ็นเอฟทีเอ ยูเอ็นดีพี เป็นต้น คุยกับทุกองค์กรแล้ว ถึงได้ตกผลึกออกมาเป็น นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตโครงสร้างประชากร” 

Advertisement

ปัญหาผูกกันจนคนรุ่นใหม่มอง ‘สังคมไม่น่าอยู่’

“ปัญหาสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบ ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น คนเร่ร่อน ทั้งหมดเหล่านี้ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ เกี่ยวข้องกันหมด ผูกกันหมด จนทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าสังคมไม่น่าอยู่ ดูแลตัวเองยังดูแลไม่ได้เลย จะแต่งงานเหรอ จะมีลูกเหรอ ก็เลยทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีครอบครัว เป็นโสดดีกว่า หรืออยู่ด้วยกันก็ไม่อยากมีลูก เพราะพอมีลูกแล้ว โตขึ้นมาจะเรียนอะไร เจอปัญหายาเสพติดไหม จะโดนครูแกล้งหรือเปล่า จะต้องโตในรถไหม ต้องเรียนอินเตอร์หรือเปล่า ลูกโตขึ้นมาแล้ว ฝุ่นพีเอ็ม2.5 จะต้องหายใจเข้าไปอีกนานไหม ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีลูกดีกว่า ไม่มีครอบครัวดีกว่า พออยู่คนเดียว แก่ตัวไปใครจะดูแล ก็เป็นปัญหาของผู้สูงอายุอีก ปัญหาทั้งหมดดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่มันผูกโยงกันหมดเลย เราจึงได้คิดออกมาเป็นนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร โดย 5×5 คือ นโยบายที่มี 5 ยุทธศาสตร์ แต่ละยุทธศาสตร์มี 5 มาตรการย่อย เป็นที่มาของนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร” 

ยุทธศาสตร์แรก เสริมพลังวัยแรงงาน

“การเสริมศักยภาพของคนวัยทำงาน ให้โอกาสคนวัยทำงานมีโอกาสดูแลครอบครัว มีลูก มีภรรยา การที่จะให้โอกาสเหล่านี้แปลว่า พวกเขาจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่งานต้องตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ รวมไปถึงที่พักอาศัย การที่มีบ้านเป็น 1 ในปัจจัย 4 ของมนุษย์ การที่เขามีบ้านที่ปลอดภัยจะใหญ่จะเล็กไม่สำคัญ แต่บ้านเปรียบเสมือนคฤหาสถ์ของทุกๆ คน นี่คือ การเสริมพลังคนวัยทำงานให้เขาสามารถอยู่ในสังคมที่ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวเขาได้” 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มคุณภาพ-ผลิตภาพของเด็กและเยาวชน

“การทำให้จำนวนเด็กที่มีน้อยอยู่ทุกวันนี้ น้อยแต่มากด้วยคุณภาพ เพราะปัญหาที่เจอตอนนี้ คือ มีน้อยอยู่แล้ว แต่คุณภาพก็ไม่ได้ เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะอยู่ในครอบครัวที่ยังขาดศักยภาพในการดูแล และเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ทำให้เราต้องดูแลเด็กที่มีน้อยอยู่แล้วให้มากด้วยคุณภาพ ไม่อย่างนั้นอีกหน่อย เราจะขาดแคลนแรงงานคุณภาพอีกมากในประเทศไทย 

 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างพลังผู้สูงอายุ ผ่อนหนักให้เป็นเบา 

“การดูแลผู้สูงอายุ การดึงพลังของผู้สูงอายุ ซึ่งจริงๆ ผู้สูงอายุในวันนี้ ไม่เหมือนผู้สูงอายุเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เพราะยังมีทั้งพลังกาย พลังสมองอยู่ เราต้องดึงกลุ่มนี้เข้ามา แล้วก็ใช้ประโยชน์จากคนกลุ่มนี้ เพราะว่ามันจะทำให้ผู้สูงวัย Active ageing ไม่ใช่แก่ไปแล้วเฉา ไปเป็นภาระให้สาธารณสุขอีก ทำแบบนี้เราจะได้ Productivity หรือผลิตผลจากผู้สูงอายุ ดึงกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์”

ยุทธศาสตร์ที่ 4 เพิ่มโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าของคนพิการ

“การเสริมศักยภาพให้กับคนพิการ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนพิการไม่ได้ด้อยโอกาส เพียงแต่เขาไม่ได้รับโอกาสที่ควรจะได้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องทำ ยกตัวอย่าง เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ผมได้ไปเปิดงานร่วมแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งทำโครงการมา 10 ปี เป็นการสรรหาคนพิการปีละ 50-60 คน แล้วประสานงานกับภาคธุรกิจในพื้นที่เข้าอบรมหลักสูตรอัพสกิล-รีสกิล ซึ่งคนพิการที่จบหลักสูตรเกินครึ่งกว่า 50 เปอร์เซ็นต์มีงานทำทันที โดยภาคธุรกิจจะเป็นตัวชี้ว่า เขาต้องการสกิลด้านไหน แล้วทางมหาวิทยาลัยก็จะสรรหาคนพิการที่มีความสามารถด้านนั้นมาฝึกอาชีพก่อน พอฝึกเสร็จก็มีงานทำทันที”

“ผมเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี เมื่อต้นปี 2567 ผมได้ให้ทางปลัดกระทรวง พม.ไปลงนามเอ็มโอยูกับ 6 มหาวิทยาลัย อาทิ ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ร่วมกับ มจธ. ทำแบบเดียวกัน โดยถ้าทำ 6 มหาวิทยาลัย คนพิการ 300 คนก็มีงานทำ ก็วางแผนว่าต่อไปถ้าทำอีก 6,000 มหาวิทยาลัย คนพิการจะมีโอกาสได้ทำงานอีกเป็นแสนชีวิต ซึ่งคนพิการปัจจุบันมีประมาณ 2.4 ล้านคน ถ้าหากว่าทำไปเรื่อยๆ จะเอื้อประโยชน์ให้คนพิการมีงานทำ เป็นการเสริมศักยภาพให้เขามีงานทำและมีรายได้”

ยุทธศาสตร์ที่ 5 สร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว

“การสร้างระบบนิเวศให้กับคนรุ่นใหม่ ในการที่จะอยู่ในสังคม การมีหวังกับสังคมที่ผมพูดไปว่ามีลูกแล้ว สังคมจะเป็นอย่างไร ยุทธศาสตร์นี้ที่ท้าทายมาก เพราะครอบคลุมทุกกระทรวงเลยก็ว่าได้ ซึ่งถ้าหากเราแก้ปัญหาทั้ง 5 ยุทธศาสตร์นี้ได้ นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากรจะเป็นนโยบายที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า สังคมไทยมีความหวัง เหมือนกับเวลาเราไปเมืองนอกแล้วรู้สึกว่า ประเทศนี้น่าอยู่จัง ถ้าได้อยู่เมืองนี้คงมีความสุข ถ้าไปถามคนรุ่นใหม่ ถ้าจะให้มีลูก มีครอบครัว อะไรคือเงื่อนไข เราเชื่อว่า
นโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร จะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แล้วทำให้เขาอยากมีครอบครัว และมีลูกต่อไปในอนาคต เป็นการแก้ปัญหาภาพรวม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกกระทรวงจะนำไปประยุกต์ใช้กับแนวทางการทำงานของแต่ละกระทรวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย” 

นำเสนอนโยบายต่อที่ประชุมยูเอ็น

“เรานำเสนอนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร โดยจัดทำเป็นสมุดปกขาว ‘พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์’ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้รับความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ได้นำเสนอในการประชุมคณะกรรมาธิการประชากร และการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 57 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2567 ซึ่งทุกฝ่ายให้ความสนใจ เพราะหลายประเทศในโลกกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุเหมือนไทย อิตาลี หรือ ญี่ปุ่น”

“แต่วันนี้ยังไม่มีประเทศใดเลยแก้ปัญหาสังคมสูงวัยได้ เพราะว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาในมิติเดียว เพราะต้องแก้ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ ถ้าแก้ทั้งหมดนี้ได้ ปัญหาสังคมสูงอายุ ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อย จะค่อยๆ มลายหายไป แต่ที่ยังไม่มีประเทศไหนทำให้สำเร็จ ก็เพราะว่าบางครั้งไปให้ความสนใจกับการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรจะเป็นผลพวงตอนจบของการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้สูงอายุ คนพิการ เด็กเกิดใหม่น้อย การศึกษา คุณภาพชีวิต การเดินทาง ทั้งหลายทั้งปวงเมื่อแก้แล้ว มันจะตกผลึกด้วยการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร”

“อย่างที่บอกว่า เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเราพูดว่าเมืองนี้น่าอยู่จัง คำนี้แหละ ทำไมถึงน่าอยู่ อากาศก็ดี เดินทางสะดวก ตอนกลางคืนไฟสว่างเดินทางปลอดภัย ลูกหลาน เด็กๆ เรียนโรงเรียนใก้ลบ้าน แล้วก็เรียนดีด้วย ต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวชี้วัดว่า ถ้าฉันอยากจะมีความสุข มีความหวังในครอบครัว ในการทำให้ครอบครัวเกิดขึ้นมา ฉันต้องการอะไรบ้าง เมื่อช่องเหล่านี้ได้รับการติ๊กถูกเรียบร้อยแล้ว มันก็จะมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรจะไม่ใช่โจทย์ แต่เป็นผลลัพธ์ท้ายสุดของการพัฒนา หรือการแก้ปัญหาทุกด้านของสังคม”