สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘Second Chance’ ของรัฐบาลเพื่อไทย
“รัฐบาลเพื่อไทย” หลังวันที่ 18 สิงหาคม 2567 กำลังได้รับ “โอกาสที่สอง” (หรือ “second chance” ในภาษาอังกฤษ) ในทางการเมือง
หรือพูดอีกแบบคือได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองอีกรอบ หลังจากผลงานของรัฐบาลตลอดเกือบๆ หนึ่งปีที่ผ่านมา ยังไม่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษหรือมีอะไรที่คืบหน้ามากนัก
“โอกาสที่สอง” นี้มาพร้อมกับการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจาก “เศรษฐา ทวีสิน” เป็น “แพทองธาร ชินวัตร”
แม้นายกฯคนใหม่ อาจมี “จุดแข็ง-จุดขาย” ตรงการเป็น “คนรุ่นใหม่-ผู้หญิง” แต่ก็มี “จุดเปราะบาง”
ตรงที่มิอาจปฏิเสธได้ว่าเธอคือทายาททางการเมืองอีกคนหนึ่งจากตระกูล “ชินวัตร” ซึ่งได้รับการผลักดันให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ในภาวะที่บ้านเมืองผันผวน ไม่แน่นอน และไร้เสถียรภาพ
“โอกาสที่สอง” ดังกล่าว ยังจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ทั้งในโควต้าส่วนพรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งคงจะมีความเปลี่ยนแปลงในเชิงรายละเอียด-ตัวบุคคลค่อนข้างเยอะ
รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญในกรณีโควต้าของพรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่อยไปถึงการจัดการปัญหา “ภัยคุกคามซ่อนเร้น” ที่ซ่อนแฝงอยู่กับ “ขั้วอำนาจหนึ่ง” ในพรรคพลังประชารัฐ
ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะพยายามเร่งรัดสร้างผลงาน
ทั้งในแง่ที่ว่านโยบายด้านไหนควรเร่งให้เกิดสัมฤทธิผลชัดเจนโดยเร็ว นโยบายใดควรริเริ่มขึ้นใหม่อย่างทันท่วงที และนโยบายอันไหนควรตัดทิ้งออกไป เพื่อป้องกันความผิดพลาด-ล้มเหลวในอนาคต
“โอกาสที่สอง” คราวนี้ ยังเปิดโอกาสให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย และคนสายตรงจากตระกูลชินวัตร ได้ทดลองปรับ “สมดุลทางอำนาจ” กับชนชั้นนำกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทยกันอีกรอบ
เพราะหากพิจารณาความเคลื่อนไหวทางการเมืองนับจากหลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2566, การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว,
ผลการเลือก ส.ว. มาจนถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “นายกฯเศรษฐา” พ้นจากตำแหน่ง
ก็ต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ความสัมพันธ์ทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำไทย (หลายกลุ่ม) ยังมิได้ดำรง
อยู่บนดุลยภาพอันสงบนิ่ง และสามารถมีปรากฏการณ์ “นอกเหนือความคาดหมาย” บังเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา
ท้ายสุด นี่คือ “โอกาสที่สอง” (ทั้งยังอาจเป็น “โอกาสท้ายๆ” หรือ “โอกาสสุดท้าย”) ที่รัฐบาลเพื่อไทยจะพยายามเสาะแสวงหาวิธีการเอาชนะใจ “ประชาชน” ส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างแท้จริง เหมือนที่ “รัฐบาลไทยรักไทย” ที่นำโดย “ทักษิณ ชินวัตร” เคยทำสำเร็จมาแล้ว (ด้วยเงื่อนไข-บริบทแวดล้อมอันแตกต่างออกไป)
แม้ว่านี่จะเป็น “ภารกิจหิน” ที่ไม่ง่ายเลย หากพิจารณาจากคะแนนนิยมทางการเมืองหลังเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา ตลอดจนต้นทุนทางการเมืองที่ทางพรรคเพื่อไทยยอมสูญเสีย/ใช้จ่ายออกไปอย่างมหาศาลตลอดหนึ่งปีให้หลัง
ปราปต์ บุนปาน

