สองสัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยเหมือนจะมีสภาพการณ์ว่าจะเร่งเร้าไปสู้จุดแตกหัก หรือจุดไคลแมกซ์กันอยู่มาก ทั้งเรื่องการยุบพรรคก้าวไกล และการตัดสินให้นายกฯเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง
มีเรื่องที่ย้อนไปคิดถึงปรากฏการณ์สองอย่างนั้น เพราะว่าผมเองนั้นทำนายถูกเรื่องหนึ่งและผิดเรื่องหนึ่ง
ที่ถูกคือการยุบพรรคก้าวไกล
ที่ไม่ถูกคือคุณเศรษฐานั้นพ้นจากการเป็นนายกฯ เพราะผมไปสนใจว่าคำตัดสินจะเป็นการประดิษฐ์เหตุผลในการสร้างข้อยกเว้นใหม่ๆ กับการเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน (แต่ก็ยังแอบบงงๆ กับข้อแก้ตัวของนายกฯเศรษฐาว่าเข้ามาทำงานโดยไม่ได้มีความรู้ในเรื่องกฎหมายและการบริหาร และคิดว่าเป็นจุดที่อ่อนที่สุดในข้อแก้ตัว ซึ่งอาจารย์วิษณุเองก็ไปมองประเด็นนั้นเช่นกัน)
ผมคิดว่าหลายฝ่ายก็คงจะเดาผิดเหมือนผม เพราะกระแสในช่วงที่ผ่านมาเหมือนจะมีแต่เรื่องของข่าวการปรับ ครม. ที่คาดเดาว่าคุณเศรษฐาน่าจะรอดคดี สื่อจึงไปสนใจเรื่องดราม่าการปรับ ครม.มากกว่า
ช่วงสองอาทิตย์นี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศหลายช่อง
ความสนุกที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ ในขณะที่ผมรู้สึกว่าสื่อไทยที่ชวนไปออกนั้นสนใจแค่ว่า “จะยังไงต่อ” เหมือนทำนายเหตุการณ์ไปเป็นขั้นๆ รายวัน เหมือนเป็นเพียงฉากทางการเมืองเท่านั้น
สื่อต่างประเทศกลับมีความสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่แตกต่างไปจากสื่อไทยอย่างเห็นได้ชัด
โดยสามารถแบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนแรกคือ กลุ่มที่ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ต้องการแค่นักวิชาการสักคนในประเทศที่จะเข้าองค์ประกอบข่าว แล้วก็เป็นข่าวสักสามนาที หรือหนึ่งนาที ว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ผลคำพิพากษานั้นจะส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย
แต่มีแอบกระซิบว่า ไม่ต้องพูดอะไรลึกมาก เพราะผู้ชมในประเทศของเขาไม่ได้รู้เรื่องเมืองไทยเยอะมาก
ส่วนที่สองคือ นักข่าวที่ทำข่าวเมืองไทยมานาน ซึ่งบางทีผมกล้าพูดได้ว่าเขารู้จักเมืองไทยมากกว่าคนเดินดินแบบพวกเรา หรือนักข่าวไทยเสียอีก เพราะเขามีโอกาสเข้าถึงตัวผู้ให้ข้อมูลในไทยหลายระดับ แล้วบางอย่างนักการเมืองไทยกลับให้ข้อมูลกับนักข่าวต่างประเทศลึกซึ้งกว่า (เพราะอย่างน้อยเขาอาจจะเข้าใจว่านักข่าวพวกนี้ยังไงไม่กล้าเขียนหรอก)
ผมรู้สึกว่าความสนใจร่วมของทั้งสองกลุ่มคือความรู้สึกหลังจากมีคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกล ว่าทำไมเมืองไทยขาดความมั่นคงทางการเมืองอย่างนี้
และความรู้สึกที่รุนแรงในกลุ่มที่สอง เมื่อมีการรวมตัวกันของฝั่งรัฐบาลอย่างรวดเร็วหลังการตัดสิน
คุณเศรษฐา และพรรคร่วมรัฐบาลยังยืนยันที่จะรวมตัวกัน แล้วเสนอชื่อคุณแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกฯ ว่าทำไมการเมืองไทยถึงวนเวียนอยู่กับคนตระกูลนี้ แล้วประเทศไทยยอมได้อย่างไร
สำหรับผม ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้ว่าผมจะทำนายผิดเป็นครั้งที่สอง
ด้วยผมคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการลงจากตำแหน่งของนายกฯเศรษฐานั้นจะไม่ง่ายนัก เพราะว่ามันมีสามเรื่องซ้อนอยู่ด้วยกัน
1.การตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่
2.การจัดตั้งรัฐบาลซึ่งน่าจะต้องต่อรองกันน่าดูจนกว่าจะลงตัว จึงจะนำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งยังมีนัยของเรื่องที่ว่าจะต้องยอมรับให้เพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล
3.การปรับดุลอำนาจใหม่ของฝั่งรัฐบาล ไล่เรียงตั้งแต่การชำระแค้นกับบิ๊กป้อม และการจะเอาประชาธิปัตย์เข้ามาแทนพลังประชารัฐไหม
ผมคาดผิดไปมาก เพราะการรวมตัวกันของพันธมิตรทางการเมืองเป็นไปอย่างพร้อมเพรียง และทำให้การตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่จากพรรคเพื่อไทยทำได้ในสองวัน
และยังมีท่าทีว่า ครม.อาจจะไม่เปลี่ยนไปมาก
ส่วนว่าบิ๊กป้อมจะโดนจัดการอย่างไร ก็มีเพียงแค่ข่าวว่าพลังประชารัฐสายลุงป้อมอาจจะเสียประโยชน์ รวมทั้งน้องลุงป้อม
ผมขอสรุปง่ายๆ กับปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในสองสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครซื้อ (unpopular opinion)
1.ในประเด็นเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ผมเห็นว่า ความคาดหวังของนานาชาติเรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองนั้นมีความแตกต่างจากความเข้าใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเป็นอย่างมาก
ในมุมของสื่อต่างประเทศและสังคมต่างประเทศนั้น สิ่งที่เขาห่วงอาจจะไม่ใช่แค่การยุบพรรคฝ่ายค้านที่มีคะแนนเลือกตั้งเข้ามาอันดับหนึ่ง (แม้ว่าจะตั้งรัฐบาลไม่ได้)
แต่เป็นเรื่องที่กังวลว่าหากมีการบยุบพรรคที่เป็นที่นิยมเช่นนี้ ประชาชนอาจจะลุกขึ้นมาประท้วง จนนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การที่รัฐบาลนั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องความมั่นคงทางการเมืองนี้เขาเชื่อว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในแง่ของการดึงดูดการลงทุน รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์แห่งชาติของพวกเขา
สำหรับผม กลับเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ในสังคมไทยว่านี่คือการสถาปนาเสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงทางการเมืองอย่างแน่แท้ และเข้มข้นยิ่ง
กล่าวคือคำตัดสินคดีทั้งสอง และปรากฏการณ์การฟื้นสภาพของทั้งสองฝั่ง คือฝ่ายค้านที่ไม่แตกแถว และฝ่ายรัฐบาลที่ไม่แตกแถว (แม้ว่าจะมีความคุกรุ่นในความขัดแย้งแบบรอเอาคืนอยู่บ้าง) สะท้อนให้เห็นว่าเมืองไทยนั้นยังคงมีเสถียรภาพทางการเมืองอยู่เช่นเคย และยังไม่น่าจะมีความวุ่นวายทางการเมืองบนถนน และความรุนแรงเกิดขึ้นง่ายๆ
ผมเชื่อว่าการตัดสินใจทางการเมืองที่ฝ่ายค้ายยังไม่ทำแพลชม็อบ และฝ่ายรัฐาลให้ความสำคัญกับการรีบยืนยันความสามัคคีในกลุ่มด้วยการเลือกนายกฯใหม่อย่างรวดเร็ว และคงความขัดแย้งภายในไว้ในระดับการเจรจาไปเรื่อยๆ ภายใต้การยอมรับให้เพื่อไทยยังเป็นนายกฯ
มันสะท้อนสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรอบแนวคิดเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองในแบบที่นานาชาติยังไม่ได้สนใจมากนัก เพราะใช้กรอบประชาธิปไตยมามอง
ขณะที่เราสามารถฟันธงได้ว่า ไม่ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน และความคิดเห็นประเภทว่าตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เราไม่สามารถตามทันความเปลี่ยนแปลง หรือหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
สิ่งที่ผมและนักวิชาการจำนวนมากที่คุ้นเคยกับสภาวะความซับซ้อนของประชาธิปไตยและความวูบไหวของประชาธิปไตยในความเป็นจริง ที่ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ขั้วตรงข้ามกับเผด็จการ และความหลากหลายของประชาธิปไตยที่อาจจะมีลักษณะ “ไม่เสรี” ได้จะพบก็คือ
สิ่งที่เรียกว่าภาวะความผนึกแน่นของ “ชนชั้นนำ” ในสังคม (elite cohesion)
ในขณะที่เราอาจจะสนใจว่าประชาชนพอใจหรือไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่ไหม จะลงถนนไหม
อย่าลืมว่าอีกด้านที่สำคัญในสังคมการเมืองแบบที่ไม่ได้มีความมั่นคงของประชาธิปไตยแบบบ้านเราก็คือ การก่อร่าง และรักษาเสถียรภาพของชนชั้นนำในสังคมเอาไว้
ที่ดำเนินคู่กันไปตลอด
สภาพการณ์ที่สำคัญก็คือการสร้างความผนึกแน่นของชนชั้นนำในสังคมไทยนั้นมีพลวัตที่ชัดเจนและ
น่าสนใจ
โดยเฉพาะภายใต้สภาวะความสั่นสะเทือนในสังคมไทยที่ท้าทายความผนึกแน่นของชนชั้นนำในสังคมอยู่มาก ที่ท้าทายว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ความผนึกแน่นของชนชั้นนำในสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อ
ในทางหนึ่งเราอาจจะเห็นว่าประชาธิปไตยนั้นถูกสกัดขัดขวางมาเป็นระยะจากการทำรัฐประหาร
แต่อีกทางหนึ่งการผนึกแน่นของชนชั้นนำของไทยมีพลวัตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหลักสูตรต่างๆ การตั้งแม่น้ำหลายสาย และการสร้างความเป็นสถาบัน
ล่าสุดมาถึงการกระชับอำนาจร่วมกันของฝ่ายรัฐบาล ที่เลือกจะเคาะนายกฯคนใหม่ให้เสร็จก่อน ส่วนเรื่องตั้ง ครม.และจัดการกับฝ่ายเดียวกันนั้นค่อยๆ ไล่เรียงกันไป
ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ การผนึกแน่นของชนชั้นนำ เป็นแนวคิดที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าการสร้างความนิยมของพรรคก้าวไกลที่กลายเป็นพรรคประชาชนในวันนี้ ก็เป็นส่วนที่ทำให้ชนชั้นนำนั้นเลือกที่จะผนึกอำนาจเข้าด้วยกัน
และหลายครั้งเลือกที่จะรวมตัวกันจนทำให้หลายๆ ครั้งดึงเอาพรรคหลายๆ พรรคที่ไม่ได้มีจุดยืนอุดมการณ์ และนโยบายที่ชัดเจนเข้าไปอยู่ในซุ้ม ในค่ายของรัฐบาลไปด้วย
เพราะอย่าลืมว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่มีแต่พรรคที่เป็นพรรคมวลชน คือพรรคที่หลอมรวมประชาชนเข้ามาด้วยอุดมการณ์และนโยบายที่ชัดเจน
แต่เรายังมีพรรคการเมืองจำนวนมากที่เป็นเพียง “พาหนะ” (vehicle party) ที่เป็นพรรคเฉพาะกิจ เพื่อส่งชนชั้นนำทางการเมืองเข้าสู่วงอำนาจ และช่วยเสริมทัพให้กับกระบวนการแบ่งปันอำนาจในหมู่ชนชั้นนำนั้นทำได้ง่ายขึ้น เพราะพรรคเหล่านี้สมาชิกพรรคจะย้ายไปมา และพยายามที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรทางอำนาจ มากกว่าอดไว้เพื่อเข้าเป็นรัฐบาลตามแนวทางการเลือกตั้งด้วยคะแนนนิยมถล่มทลายเข้าสักวัน
ตัวอย่างที่สำคัญในการเมืองละแวกนี้คือการครองอำนาจของโจโกวีในอินโดนีเซีย ที่ในตอนแรกคิดว่าโจโกวีนั้นเป็นคนนอกวงอำนาจ แต่เมื่อเขาเข้ามาสู่วงอำนาจแล้ว สิ่งที่เขาทำก็คือการสงบศึกกับปราโบโว คู่แข่งทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยตั้งเข้ามาเป็น รมต.กลาโหมใน ครม. และยังรวมเอาพรรคเล็กๆ เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมกับผู้นำทางการเมืองอีกหลายคน และยังไม่นับที่จะเอาคนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามานั่งใน ครม.ด้วย เพื่อให้เครือข่ายอำนาจของเขาขยายตัวและมั่นคง จนถึงขั้นที่ส่งผ่านอำนาจไปให้ลูกของเขามาเป็นรองประธานาธิบดีของปราโบโวในปัจจุบันได้ และเป็นการผสมกันของพรรคใหม่และพรรคเก่าแก่อย่างโกลข่าที่ปราโบโวสืบทอดมา
ในการเมืองไทยจะเห็นว่าไม่เอากันถึงตาย และสร้างแม่น้ำหลายสายในยุครัฐประหารก็เป็นส่วนที่สำคัญในการผนึกอำนาจชนชั้นนำให้ยังดำรงอยู่ได้ หรือแม้กระทั่งการเปิดให้มีการเลือกตั้ง แต่มีการสงวนอำนาจบางระดับเอาไว้ทำให้เห็นว่าการเข้าใจการเมืองแบบ “ไม่เห็นหัวประชาชน” นั่นมันมีหน้าตาอย่างไร
ที่สำคัญการปล่อยให้สื่อมวลชนกระแสหลักทำงานต่อไปและปล่อยให้สื่อกระแสหลักสร้างมาตรฐานในการเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นระยะในช่วงการมีอำนาจ รวมทั้งการทำให้รู้สึกว่าสื่อสารกันได้ ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้การผนึกอำนาจของชนชั้นนำนั้นดำเนินต่อไปได้
แปลว่าเดี๋ยวคอยจับตาการสร้างความสัมพันธ์กับสื่อ เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญในการผนึกอำนาจของชนชั้นนำภายใต้ความรู้สึกของคนหลายคน ที่มองว่าการเมืองในช่วงนี้เป็นการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน
เพราะอย่างโจโกวีนั้น กลายเป็นว่าภายใต้การสร้างเครือข่ายอำนาจของเขานั้นทำให้กระแสความนิยมของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้พูดได้ยากว่าการเมืองแบบสร้างเครือข่ายในหมู่ชนชั้นนำที่มีฐานคะแนนมาจากประชาชนนั้น เป็นการเมืองที่เห็นหรือไม่เห็นหัวประชาชน เพราะตัวชี้วัดในด้านความนิยมของรัฐบาลก็เป็นตัวชี้วัดความนิยมจากประชาชนที่ปฏิเสธได้ยาก (ดูประเด็นที่ E.G.Suryahudaya. Explaining Indonesias Political Stability. The Diplomat. 24/Oct/23)
อย่างน้อยผมคิดว่าในเมืองไทยทุกคนคงจะหวังไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนจะมาเร็วหรือช้า (หมายถึงรอให้มีการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือจะเป็นการเคลื่อนไหวสู่การยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง) ก็คงต้องดูกันต่อไป

