อ.โอฬาร ชี้มรสุมตั้ง ครม.อิ๊งค์ ขึ้นอยู่กับการเมืองข้างหลัง ดีลจบไหม หลังทีมอกหักจ้องโค่น
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อกรณีการตั้ง ครม.ชุดใหม่ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่ามีการตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับจริยธรรมของนักการเมือง ตนเห็นด้วยเพราะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นของนักการเมืองที่จะไปนั่งตำแหน่งรัฐมนตรี หากมองในเรื่องของ นายเศรษฐา ทวีสิน แล้ว จะเห็นว่าหลุดจากตำแหน่ง ในเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีปัญหาทางด้านจริยธรรม นี่เป็นจุดหนึ่งในการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ที่จะต้องหา ครม.ชุดใหม่ที่ไม่มีปัญหาทางด้านจริยธรรม
แต่ในความเป็นจริงคิดว่า สถานการณ์ในตอนนี้ยากมาก เพราะทุกพรรคการเมืองอาจกล่าวได้ว่ามีปัญหาทางด้านจริยธรรมทั้งนั้น อาทิ เอานักโทษข้อหากบฏเป็นรัฐมนตรี บางพรรคเอาคนที่โดนไล่ออกจากสถาบันการศึกษามาเป็นรัฐมนตรี หากมองไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีก็มีปัญหากรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ มองไปแล้ว ครม.ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีปัญหาในเรื่องจริยธรรมทั้งหมด
ช่วงการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมองไปแล้วอาจจะต้องใช้เวลา ก็เพราะว่าทุกคนก็ไม่อยากตกขบวน ประกอบกับการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรอง และพร้อมที่จะหักหลังกันตลอดเวลา
สถานการณ์แบบนี้ เช่น พรรคพลังประชารัฐแบ่งออกเป็น 2 ข้าง ข้างหนึ่งอยากเข้าร่วมรัฐบาลก็จะหักหลังอีกข้างหนึ่ง ทางด้าน พรรคเพื่อไทย ก็อยากจะปิดบ้านป่ารอยต่อ อยากจะปิดสวิตช์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หากพูดตรงๆ นายทักษิณ ชินวัตร ก็อยากหักหลัง พล.อ.ประวิตร ขยายความต่อไป พล.อ.ประวิตรก็อยากหักหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มองไปแล้ววุ่นวายกันไปหมด
ถ้าดูวันแรกการพระราชทานโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มมีการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะกลุ่มคนที่ถูกหักหลังจากนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ก็จะไปรวมเป็นพันธมิตร เพื่อโค่นอุ๊งอิ๊ง ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว
ผศ.ดร.โอฬารกล่าวว่า การตั้ง ครม.ในครั้งนี้หากมองไปแล้วจะเป็น “ธุรกิจการเมือง” ไม่ใช่เข้ามาทำงานตามอุดมการณ์เพื่อบ้านเพื่อเมือง คิดว่าสุดท้ายการตั้ง ครม.คงผ่านไปได้ เพื่อให้มีตำแหน่งแห่งที่ เพราะรู้ดีว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยขึ้นอยู่กับประเด็นการเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการและความชอบธรรมแต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกคนก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่เสียก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง
ส่วน ครม.ชุดใหม่จะมีคนหน้าเดิมเข้ามามาก มองดูแล้วการแก้ไขปัญหาของประเทศคงเป็นไปได้ยาก เพราะติดตรงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างทางการเมือง ทำให้เกิดรัฐบาลแบบนี้ขึ้นมา นอกเสียจาก นายทักษิณ ชินวัตร จะต้องกำชับเป็นพิเศษว่า ครม.ในสัดส่วนของพรรคต่างๆ หากเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะต้องไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมการเมืองเลย อาจจะต้องเปิดพื้นที่สัดส่วนให้กับรัฐมนตรีหน้าใหม่ เพื่อให้อุ๊งอิ๊งสามารถบริหารงานได้ง่ายขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเจอคนหน้าเดิม และสูงวัยกว่า การเจรจาเรื่องบ้านเรื่องเมืองก็อาจมีข้อจำกัด จึงต้องมีรัฐมนตรีที่มีอายุไล่เลี่ยกับอุ๊งอิ๊ง
นอกจากนี้จะต้องประสานในเรื่องผลประโยชน์กับพรรคการเมืองต่างๆ หากไม่สามารถประสานผลประโยชน์กันได้ ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลถึงแม้ว่าจะมี 300 กว่าเสียงก็ตาม
“เพราะมองในเรื่องจุดยืนทางการเมืองแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้า ของพรรคร่วมทั้งสิ้น ทำให้มีโอกาสเกิดความวุ่นวายสูงขึ้น ตามที่กล่าวไปแล้วกลุ่มคนที่อกหัก และถูกหักหลังทั้งหมดจะมารวมตัวกัน และเป็นกลุ่มสำคัญที่จะโค่นรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง โดยมองได้จากวันแรกที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ อุ๊งอิ๊ง เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนวันแถลงนโยบายของอุ๊งอิ๊ง เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา หากตั้ง ครม.เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะทุกอย่างเป็นเพียงพิธีกรรม อ่านนโยบายได้ก็เพียงพอแล้ว” อาจารย์โอฬารกล่าวและว่า
ส่วนในเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ที่มีปัญหากับนักการเมืองในขณะนี้ มองแล้วถือว่าเป็นกรอบที่กว้างมากกว่ากฎหมายปกติ หากมีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล จะมองอย่างไร ทุกวันนี้ประชาชนไม่ค่อยเชื่อหรือศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนมองว่าเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น โดยเฉพาะการดีลกับอำนาจเก่าได้มากน้อยแค่ไหน หากอำนาจเก่าไว้วางใจก็สามารถผ่านไปได้ หากอุ๊งอิ๊ง-ทักษิณ ไม่สามารถดีลกับอำนาจเก่า หรือผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ลงตัว อุ๊งอิ๊งก็อาจจะเจอปัญหาทางด้านจริยธรรมนักการเมืองได้เช่นกัน เพราะคำว่า “จริยธรรมนักการเมือง” มีความหมายกว้างมาก ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน
ในความเป็นจริงจริยธรรมนักการเมืองควรจะมีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน การใช้ดุลยพินิจของศาลจะต้องอธิบายเป็นเหตุเป็นผลและสังคมยอมรับได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนจะเน้นไปในเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชั่น ถือว่าเป็นกรอบที่ใช้ได้เหมือนกัน อาทิ คนที่ถูกพ้นโทษไปแล้วเกี่ยวกับทางด้านการศึกษา ติดคุกจากคดีค้ายาเสพติด ถึงแม้ว่าจะเป็นคดีในต่างประเทศ ถูกข้อหากบฏล้มล้างประชาธิปไตย หรือคดีที่สร้างภาพลบให้กับรัฐบาล ก็ถือว่าชัดเจน ไม่ต้องมาตีความ เพราะว่าจริยธรรมทางการเมืองนั้นสูงกว่ากฎหมาย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สมควรดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง
ผศ.ดร.โอฬารกล่าวอีกว่า ถ้าจะให้มีการตีกรอบคำว่า “จริยธรรมนักการเมือง” ถือว่ายากมาก เพราะจริยธรรมกว้างมาก ยากที่จะตีกรอบได้ชัดเจน หากมามองนักการเมืองที่จะได้นั่งตำแหน่งใน ครม.หากรู้ตัวเองว่ามีปัญหาตามที่กล่าวมา อย่าเล่นการเมืองเลยดีกว่า เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ ครม.มัวหมอง และไปทำการเมืองในรูปแบบอื่นจะดีกว่า อาทิ การเมืองไปช่วยเหลือประชาชน หรือเมื่อเข้าไปใน ครม.แล้ว ก็ต้องระวังในเรื่องการฟ้องร้องเป็นคดีความ การทุจริตคอร์รัปชั่น
ความหวังของตนนั้นหากเข้าไปมีตำแหน่งใน ครม. อยากให้ทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้อาจหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ให้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากรับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมาย จะต้องมีทีมงานคอยให้คำแนะนำ อย่าใช้ดุลยพินิจของตัวเองเป็นตัวกำหนด คดีความต่างๆ ไม่แล้วเสร็จ คดีที่สุ่มเสี่ยงกับจริยธรรมนักการเมือง จะต้องพิจารณาว่าจะไปต่อ หรือยุติบทบาท เพราะไม่เช่นนั้นจะมีการร้องเรียนกันทุกคดี เพราะนักการเมืองมีปัญหาคดีความเยอะ เกี่ยวกับบรรทัดฐานทางจริยธรรม หรือผิดวินัยร้ายแรง
หากให้มองอุ๊งอิ๊งจะผ่านมรสุมในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มองว่าขึ้นอยู่กับการต่อรองของพลังอำนาจที่อยู่ข้างหลัง จะสนับสนุนอุ๊งอิ๊งหรือไม่ ถ้าหากอำนาจเก่าสนับสนุนอุ๊งอิ๊ง และให้โอกาส ทักษิณ ชินวัตร เชื่อว่าการบริหารงานของอุ๊งอิ๊งจะผ่านฉลุย ถ้าต่อรองอำนาจเก่าไม่ได้ เริ่มไม่ไว้ใจ และไม่ให้โอกาส ทักษิณ ชินวัตร จะส่งผลให้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งไปต่อยาก
ทั้งหมดจะเป็นการเมืองข้างหลัง ไม่ใช่ว่า อุ๊งอิ๊งจะเก่งหรือไม่เก่ง แต่ขึ้นอยู่กับข้างหลังว่าจะดีลกันจบหรือเปล่า

