มาตรฐานจริยธรรม โจทย์ใหญ่ครม. ‘แพทองธาร’ ?

21.08.24 | 12:45 น.

มาตรฐานจริยธรรม
โจทย์ใหญ่ครม.‘แพทองธาร’?

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีการตรวจสอบจริยธรรมทางการเมืองกรณีแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีการตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับจริยธรรมของนักการเมือง ผมเห็นด้วยเพราะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นของนักการเมืองที่จะไปนั่งตำแหน่งรัฐมนตรี หากมองในเรื่องของ นายเศรษฐา ทวีสิน แล้วจะเห็นว่าหลุดจากตำแหน่ง ในเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีปัญหาทางด้านจริยธรรม นี่เป็นจุดหนึ่งในการแก้ปัญหาในเบื้องต้น ที่จะต้องหา ครม.ชุดใหม่ที่ไม่มีปัญหาทางด้านจริยธรรม

แต่ในความเป็นจริงคิดว่า สถานการณ์ในตอนนี้ยากมาก เพราะทุกพรรคการเมืองอาจกล่าวได้ว่ามีปัญหาทางด้านจริยธรรมทั้งนั้น

Advertisement

ช่วงการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมองไปแล้วอาจจะต้องใช้เวลา ก็เพราะว่าทุกคนก็ไม่อยากตกขบวน ประกอบกับการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรอง และพร้อมที่จะหักหลังกันตลอดเวลา

การตั้ง ครม.ในครั้งนี้หากมองไปแล้วจะเป็นธุรกิจการเมือง ไม่ใช่เข้ามาทำงานตามอุดมการณ์เพื่อบ้านเพื่อเมือง คิดว่าสุดท้ายการตั้ง ครม.คงผ่านไปได้ เพื่อให้มีตำแหน่งแห่งที่ เพราะรู้ดีว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย ขึ้นอยู่กับประเด็นการเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการและความชอบธรรมแต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกคนก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่เสียก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง

ส่วน ครม.ชุดใหม่จะมีคนหน้าเดิมเข้ามามาก มองดูแล้วการแก้ไขปัญหาของประเทศคงเป็นไปได้ยาก เพราะติดตรงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างทางการเมือง ทำให้เกิดรัฐบาลแบบนี้ขึ้นมา นอกเสียจาก ทักษิณ ชินวัตร จะต้องกำชับเป็นพิเศษว่า ครม.ในสัดส่วนของพรรคต่างๆ หากเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะต้องไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมการเมืองเลย อาจจะต้องเปิดพื้นที่สัดส่วนให้กับรัฐมนตรีหน้าใหม่ เพื่อให้อุ๊งอิ๊งสามารถบริหารงานได้ง่ายขึ้น ไม่เช่นนั้นจะเจอคนหน้าเดิม และสูงวัยกว่า การเจรจาเรื่องบ้านเรื่องเมืองก็อาจมีข้อจำกัด จึงต้องมีรัฐมนตรีที่มีอายุไล่เลี่ยกับอุ๊งอิ๊ง นอกจากนี้ จะต้องประสานในเรื่องผลประโยชน์กับพรรคการเมืองต่างๆ หากไม่สามารถประสานผลประโยชน์กันได้ ก็จะไปเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาลถึงแม้ว่าจะมี 300 กว่าเสียงก็ตาม

เพราะมองในเรื่องจุดยืนทางการเมืองแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้า ของพรรคร่วมทั้งสิ้น ทำให้มีโอกาสเกิดความวุ่นวายสูงขึ้น

ในเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ที่มีปัญหากับนักการเมืองในขณะนี้ มองแล้วถือว่าเป็นกรอบที่กว้างมากกว่ากฎหมายปกติ หากมีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกระบวนการยุติธรรมจะมองอย่างไร ทั้งนี้ คำว่า “จริยธรรมนักการเมือง” มีความหมายกว้างมาก ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน

ในความเป็นจริงจริยธรรมนักการเมืองควรจะมีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน การใช้ดุลพินิจของกระบวนการยุติธรรมจะต้องอธิบายเป็นเหตุเป็นผลและสังคมยอมรับได้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนจะเน้นไปในเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชั่น ถือว่าเป็นกรอบที่ใช้ได้เหมือนกัน อาทิ คนที่ถูกพ้นโทษไปแล้วเกี่ยวกับทางด้านการศึกษา ติดคุกจากคดีค้ายาเสพติด ถึงแม้ว่าจะเป็นคดีในต่างประเทศ ถูกข้อหากบฏล้มล้างประชาธิปไตย หรือคดีที่สร้างภาพลบให้กับรัฐบาล ก็ถือว่าชัดเจน ไม่ต้องมาตีความ เพราะว่าจริยธรรมทางการเมืองนั้นสูงกว่ากฎหมาย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สมควรดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง

ความหวังของผมนั้น หากเข้าไปมีตำแหน่งใน ครม. อยากให้ทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ให้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากรับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมาย จะต้องมีทีมงานคอยให้คำแนะนำ อย่าใช้ดุลพินิจของตัวเองเป็นตัวกำหนด คดีความต่างๆ ไม่แล้วเสร็จ คดีที่สุ่มเสี่ยงกับจริยธรรมนักการเมือง จะต้องพิจารณาว่าจะไปต่อ หรือยุติบทบาท เพราะไม่เช่นนั้นจะมีการร้องเรียนกันทุกคดี เพราะนักการเมืองมีปัญหาคดีความเยอะ เกี่ยวกับบรรทัดฐานทางจริยธรรม หรือผิดวินัยร้ายแรง

หากให้มองอุ๊งอิ๊งจะผ่านมรสุมในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มองว่าขึ้นอยู่กับการต่อรองของพลังอำนาจที่อยู่ข้างหลัง จะสนับสนุนอุ๊งอิ๊งหรือไม่ ถ้าหากอำนาจเก่าสนับสนุนอุ๊งอิ๊ง และให้โอกาส ทักษิณ ชินวัตร เชื่อว่าการบริหารงานของ อุ๊งอิ๊งจะผ่านฉลุย

ถ้าต่อรองอำนาจเก่าไม่ได้ เริ่มไม่ไว้ใจ และไม่ให้โอกาส ทักษิณ ชินวัตร จะส่งผลให้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งไปต่อยาก ทั้งหมดจะเป็นการเมืองข้างหลัง ไม่ใช่ว่า อุ๊งอิ๊ง จะเก่งหรือไม่เก่ง แต่ขึ้นอยู่กับข้างหลังว่าจะดีลกันจบหรือเปล่า

เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
อาจารย์ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

การตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของพรรคเพื่อไทย ในการนำนักการเมืองมาดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น เป็นสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้ เพราะว่าเงื่อนไขของการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีมีความชัดเจนในข้อกรอบกฎระเบียบของผู้ดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ซึ่งโดยปกติของรัฐบาลในยุคต่างๆ เขาก็จะดูว่าคุณสมบัติตรงไหนบ้าง ที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่จะแต่งตั้งขึ้นมา

ฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นความผิดพลาดที่สามารถเห็นได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าเงื่อนไขใดที่ไม่สอดคล้องบ้าง แต่ก็ยังแต่งตั้งขึ้นมาดำรงตำแหน่ง

ในส่วนของการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข ก็ต้องไปดูเรื่องของเชื้อสาย หรือความสนิทชิดเชื้อ การใกล้ชิดของคนที่ได้รับการแต่งตั้ง ว่าอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มคนมีอำนาจกับคนกลุ่มไหน ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวก็จะน่ามีอิทธิพลมากเพียงพอ ที่จะทำให้รัฐบาลในเวลานั้นได้แต่งตั้งบุคคลนี้ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า ประวัติของคนทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งคือคนที่อยู่ใกล้ชิดกับตระกูลทางการเมืองในยุครัฐบาลปัจจุบันก็คือตระกูล ‘ชินวัตร’

ดังนั้น จึงดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดความคาดหมายมาก โดยปกติคนที่มีอำนาจเขาก็จะคิดว่า สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อที่ให้เขามีอำนาจ ฉะนั้นปัญหาบางอย่างที่ตามมา เขาก็อาจจะไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาในภายหลังแน่ๆ เพราะคิดว่าปัญหาสามารถแก้ได้ด้วยอำนาจที่มีอยู่ ในเรื่องของการถูกตัดสิทธิ สิ่งเหล่านี้สามารถคาดการณ์ได้ เขาอาจจะไม่ได้คิดว่าเร็วหรือช้า แต่ต้องรู้อยู่แล้วว่า มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ หากต้องมองลึกให้มากขึ้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดด้วยซ้ำ เพราะว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เขาก็อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีจังหวะที่จะให้เป็น

ส่วนบุคคลที่ส่อหลุดคณะรัฐมนตรี เนื่องจากติดในเรื่องของจริยธรรมทางการเมือง ส่วนตัวมองว่า หากเราดูการเมืองไทยในเรื่องเครือข่ายความสัมพันธ์ และเรื่องของโครงสร้างทางอำนาจว่า มีอำนาจอยู่ที่คนกลุ่มไหน เพราะว่า หากพูดตามตรงถึงการเมืองไทยก็คือ ใครที่สามารถครอบครองอำนาจได้ ถูก หรือ ผิด อาจจะไม่สำคัญ แต่อยู่ที่ว่าอำนาจนั้น มันสามารถใช้งานได้หรือไม่ ในกรณีดังเช่นปัจจุบันนี้ หากเขาคิดว่า เขามีอำนาจมากพอ บุคคลใดที่มองว่าเคยมีประโยชน์แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป เขามองว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนเหล่านี้แล้ว คนเหล่านี้ก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะอำนาจใหม่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเป็นเครือข่ายแบบใหม่

จริยธรรมทางการเมืองมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หากพูดถึงในแง่ของหลักการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างนามธรรมสูงมากๆ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาในแง่เวลาที่เราพูดถึงการเมืองของเป็นคนดี แต่คนดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นระบบการเมืองโดยทั่วไปของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมักเป็นเหมือนหลักการอะไรบางอย่างที่เราพูดไว้ว่า พรรคการเมืองควรจะเป็นลักษณะแบบไหน แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นความเคร่งครัดที่จะต้องชี้เป็นชี้ตาย เพราะจะมีเพียงแค่คำว่า เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม
แค่นั้น

ในกรณีของประเทศไทย เรื่องจริยธรรมของนักการเมือง ถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ในการที่จะนำมาเล่นงานใครสักคนหนึ่ง ที่เรารู้สึกว่าเราไม่อยากให้เขาอยู่ในอำนาจต่อ จึงเลยทำให้ จริยธรรมทางการเมืองนี้ ถูกเลือกใช้กับคนบางคน แต่ไม่ได้ใช้กับคนกลุ่มหนึ่ง เขาก็จะใช้มันเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยากจะเล่นงานใครสักคน จึงทำให้เรานิยาม จริยธรรมทางการเมืองว่า เป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นอุดมคติที่นึกภาพถึงความดีงามของคนในตำแหน่งนี้ แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้กับคนทุกคน จะใช้กับบางคนเท่านั้น

เรื่องจริยธรรมบางเรื่องไม่เกี่ยวกับต้องมีคดีทางอาญามาก่อน เมื่อมีคดีความที่มีความผิดร้ายแรงบางอย่างในหลายๆ ประเทศเขาก็จะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งบางอย่าง ในกรณีของประเทศไทยไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจน เป็นขอบเขตที่กว้างๆ จึงอยากได้คนที่บริสุทธิ์ทุกแง่มุมมาเป็นนักการเมือง ยิ่งผู้ดำรงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีของประเทศไทยโดยหลักการแล้วยิ่งมีการตัดสิทธิ์ตั้งแต่แรก เมื่อนำจริยธรรมทางการเมืองเป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้จะเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าบุคคลนี้เคยต้องคดี แต่ก็ยังให้ดำรงตำแหน่งไปก่อนเพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่เมื่อถึงเวลาผ่านไปสักระยะ เขาก็จะนำเรื่องคุณสมบัติขึ้นมาในการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการตัดสิทธิ แต่เมื่อมองถึงประโยชน์บุคคลเหล่านี้ก็ได้ประโยชน์ไปแล้ว

ระยะเวลาในการสอบจริยธรรมของพรรคเพื่อไทย มองว่า เรื่องคุณสมบัติไม่ใช่เรื่องยาก เวลาที่นักการเมืองจะมาดำรงตำแหน่ง ต้องมีเรื่องของประวัติผลงานต่างๆ ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าทำงานเป็นนักการเมืองของพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติก่อน เรื่องระยะเวลาการตรวจสอบคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันยิ่งไม่ต้องใช้ระยะเวลานานจนเป็นเดือนเลยก็ว่าได้ เพราะกว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นคณะรัฐมนตรีได้ ผ่านด่านตรวจคุณสมบัติมาหลายขั้นตอนมาก เมื่ออดีตผ่านไปแล้วเราก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ส่วนเรื่องการจะซ้ำรอยเหมือนกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังเป็นช่องโหว่อยู่ การใช้เรื่องจริยธรรมทางการเมืองมาเป็นเครื่องมือเล่นงานคน แปลว่าจะถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกเมื่อไหร่ก็เป็นได้ หากมองในเชิงกลยุทธ์ก็ต้องป้องกันแผลเหล่านี้ให้มันไม่ปรากฏตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่ให้ตัวเองต้องได้รับผลกระทบ

แต่ว่าเมื่อประเทศไทยเป็นการเมืองในลักษณะผลประโยชน์ค่อนข้างเข้มข้นในหลายๆ เรื่องก็อาจจะมาจากการต่อรอง ฉะนั้นแผลที่ว่า จะไม่ปรากฏหากผลประโยชน์ยังลงตัวอยู่ แต่เมื่อมีปัญหาก็ไม่สมควรให้ปัญหานั้นอยู่ต่อไปแต่ในประเทศไทยมันก็ยังอยู่ได้