เอกชน-นักวิชาการ ส่องสเปก ดรีมทีมศก.รัฐบาลอิ๊งค์

22.08.24 | 10:05 น.

หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ถึงคุณสมบัติของทีมเศรษฐกิจในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

อนุสรณ์ ธรรมใจ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอาจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และศักยภาพโดยรวมของเศรษฐกิจก็ลดลงด้วย ศักยภาพในการเติบโตของไทยนั้นมีขีดจำกัดอยู่แล้วจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
บ่อยๆ ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองกระทบต่อผู้เดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่รอมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้นักลงทุนระยะยาวลังเลในการตัดสินใจลงทุนจากปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เกิดความไม่ต่อเนื่องของการบริหารและนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หลุดจากตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญ สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ทันทีในรัฐสภาทำให้ผลกระทบระยะสั้นเบาลง

ผลกระทบและความเสียหายทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคการลงทุน จะจำกัดลงได้ระดับหนึ่งในระยะสั้น ด้วยการตั้งรัฐบาลให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ความล่าช้าในการพิจารณางบประมาณปี 2568 เกิดขึ้นแน่ การขยับโครงการลงทุนภาครัฐและนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลต้องช้าออกไป ขณะเดียวกันก็อาจมีมาตรการและนโยบายบางส่วนถูกทบทวนหรือยกเลิกไป อย่างเช่น นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต และให้เช่าที่ดิน 99 ปี เป็นต้น

ด้านคุณสมบัติทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ต้องเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ เคยมีผลงานสำเร็จในการบริหารองค์กรต่างๆ มาก่อนก็จะดี มีวิสัยทัศน์ มีแนวทางชัดเจนในการปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หากถามว่า คนใน หรือคนนอก จะถูกหยิบเข้ามาด้วยหรือไม่ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มองว่าคนในหรือคนนอกก็ได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติตามที่ได้แสดงความเห็นไป

Advertisement

สิ่งที่จำเป็นต้องแก้ปัญหาเร่งด่วนของภาคเศรษฐกิจในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต้องรอดูผลงาน องค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังไม่ทราบว่า เสถียรภาพของรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไรภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ภายใต้องค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนือเสียงของประชาชน ปัญหาของการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามบริบทประชาธิปไตยแบบไทยไทยสร้างความเสี่ยงต่อการลงทุนระยะยาว ทำให้เกิดการชะลอตัวของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของต่างชาติ หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของบรรษัทชาติก็ตัดสินใจเลือกไปลงทุนประเทศอื่นแทนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น ความไม่พร้อมของทุนมนุษย์ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ อัตราเศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 4% นั้นมีความเป็นไปได้หากปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างฐานรายได้ใหม่ได้ตามเป้าหมาย การออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ใหม่บวกการเร่งใช้จ่ายงบลงทุน งบประมาณปี 2568 ต้องเร่งจัดทำและวางแผนให้เบิกจ่ายในระดับ 70-75% จะช่วยขยับการลงทุนเอกชนปีนี้โตมากกว่า 4% ปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี ดำเนินการผ่อนคลายมาตรการการคลังและการเงินควบคู่กัน กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนในการวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ ฐานะของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบแข็งแกร่งมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ต้องช่วยกันประคับประคองเอสเอ็มอีและประชาชน

การปรับโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำ พักหนี้หรือยืดหนี้ เพียงบรรเทาปัญหากับดักวิกฤตหนี้สินเกษตรกรและเอสเอ็มอี ต้องแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการต่างๆ หนี้ครัวเรือนเองก็ต้องแก้ไขโดยเพิ่มทักษะอาชีพเพื่อให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มรายได้ รัฐก็ต้องเพิ่มสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ให้เพียงพอและทั่วถึงเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ เดินหน้าเปิดเสรีให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ลดการผูกขาด หรือหากมีการค้าอย่างไม่เป็นธรรมด้วยมาตรการทุ่มตลาดของสินค้าจากจีนก็ต้องมีมาตรการปกป้องกิจการภายใน

ยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นครัวของโลกจำเป็นต้องมีการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมให้มีความเข้มแข็ง เดิมนั้นภาคเกษตรกรรมของไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอยู่แล้ว แต่ขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ดีประกอบกับไม่ได้มีการลงทุนภาคเกษตรกรรมไทยอย่างมีเป้าหมาย ไม่มีการลงทุนระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอจึงทำให้ภาคเกษตรกรรมไทยอ่อนแอลง

ความต้องการอาหารในการเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นได้สร้างโอกาสให้กับภาคเกษตรกรรมของไทยโดยเฉพาะการผลิตข้าว ต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทุนมนุษย์ เพิ่มผลิตภาพของทุนและแรงงาน ส่งเสริมให้เกิด Digital and AI Transformation ในทุกองค์กร

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ภาคเอกชนจับตาการจัดตั้งรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมีหน้าตาอย่างไร โดยเอกชนอยากได้ทีมเศรษฐกิจที่เก่ง มีความเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันหลายกระทรวงเศรษฐกิจถือว่าทำงานได้ดีอยู่แล้ว หากบางกระทรวงจะมีการปรับเปลี่ยนก็เชื่อว่ารัฐบาลจะคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนได้

อย่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โควต้าพรรคภูมิใจไทย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำงานได้ดี เข้าใจเนื้องาน โดยเฉพาะความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเต็มที่ในช่วงที่ผ่านมา อยากให้ อว.มีรัฐมนตรีคนเดิม

กระทรวงพาณิชย์ โควต้าพรรคเพื่อไทย พรรคแกนนำ นายภูมิธรรม เวชยชัย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำงานได้ดีเช่นกัน ต้องดูว่านายภูมิธรรมจะขยับไปเน้นงานการเมืองเพิ่มขึ้นหรือไม่ อีกตำแหน่งคือ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พรรคเพื่อไทย เช่นกัน ถือว่ามีความตั้งใจทำงาน

กระทรวงการคลัง ที่พรรคเพื่อไทยดูแล มุมมองเอกชนต้องการให้รัฐบาลเลือกคนเก่ง สร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาล มีความรู้ความสามารถเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบัน นายพิชัย ชุณหวชิร
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ได้ดี
แต่ทราบว่า อาจขอรับตำแหน่งเดียวคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องติดตามกันต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โควต้าพรรคพลังประชารัฐ มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังมีความเห็นไม่ลงตัวภายในพรรค ซึ่งประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมืองภายในพรรค ในมุมของเอกชนยังเชื่อมั่นในตัว ร.อ.ธรรมนัส เพราะทำงานร่วมกันและพบว่ากระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเอกชน ภาคการผลิต ซึ่ง ส.อ.ท.กำลังผลักดันสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมไทยบุกตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง

กระทรวงอุตสาหกรรม โควต้าพรรครวมไทยสร้างชาติ น.ส.พิมพ์ภัทรา
วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด มีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ถือเป็นช่วงปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย หากจะมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และให้ น.ส.พิมพ์ภัทรา
เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มั่นใจว่าทำให้เนื้องานมีความเข้มข้นขึ้น เป็นการประสานพลัง มั่นใจจะทำให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจะต่อเนื่องและสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

กระทรวงพลังงาน หากยังคงเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็หวังว่าจะรับฟังความเห็นภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับโครงสร้างพลังงาน ปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศ โดยเฉพาะในภาคครัวเรือน และเอกชนยังคงต้องการให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ด้านพลังงาน เพราะจะทำให้การขับเคลื่อนด้านพลังงานของประเทศมีศักยภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ภาคเอกชน อยากให้รัฐบาลใหม่ เดินหน้ากิโยตินกฎหมาย เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า ไร้ปัญหาคอขวดที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าหลัง หรือไม่จำเป็น เรื่องนี้ภาคเอกชนเรียกร้องและขับเคลื่อนมานาน อยากให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดตั้งเรียบร้อยและเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ ทาง ส.อ.ท.จะขอเข้าพบ น.ส.แพทองธาร เพื่อหารือขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยจะยื่น Position Paper เสนอรัฐบาลใหม่ รายละเอียดหลักจะมีข้อเสนอ 3 ด้านหลัก 8 หัวข้อ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่จะปรับรายละเอียดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวลานี้

สนั่น อังอุบลกุล
ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดรีมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่จะมานั้นต้องเป็นคนที่เข้าใจเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างดี รวมถึงต้องทำงานเป็นทีม ตัดสินใจรวดเร็ว เป็นเอกภาพ เพราะตอนนี้มีความท้าทายหลายอย่างที่ประเทศเจอปัญหา

โดยเฉพาะเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วน มาตรการอย่างดิจิทัลวอลเล็ต ต้องชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อหรือปรับหรือไม่อย่างไร ส่วนนี้จะเห็นแผนที่ชัดเจนของรัฐบาล สิ่งสำคัญคือ ทีมเศรษฐกิจทำงานร่วมกับภาคเอกชน จะได้ร่วมกันแก้ปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศได้ โดยเฉพาะในปีนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ดังนั้นถ้าเรียกความเชื่อมั่นโดยเฉพาะคนไทยได้
คนต่างประเทศก็จะมั่นใจด้วยว่าเราสามารถเดินหน้าได้ โค้งสุดท้ายของปี 2567 นี้
สำคัญทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงงบประมาณภาครัฐ

ตอนนี้หอการค้าไทยก็พร้อมจะเดินหน้าระดมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปกับทีมเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยกลับมาโตได้ในปี 2567 นี้ ขยายตัว 2.2-2.7% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) คาดการณ์ไว้