สภาฯส่งข้อสังเกตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เยาะเย้ย “ก้าวไกล” โดนยุบพรรค “หัวหน้าพรรคประชาชน” ชี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ทำกระบวนยุติธรรมเสื่อมเสีย ปลุกแก้รธน. ขณะที่ “โรม” ชี้ชะตากรรม 44 สส.เหลืออีกไม่นาน เชื่อเขามีธงไว้แล้ว
เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีวาระพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาพิจารณาเกี่ยวกับการแสดงออกของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตุลาการในเวทีสาธารณะ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชนจนนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพื่อส่งข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดำเนินการต่อไปทั้งนี้ มีผู้เสนอญัตติ 2 คน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
นายณัฐพงษ์เสนอญัตติว่า ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หมวดที่สองว่าด้วยจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อที่ 13 บัญญัติว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ และข้อที่ 17 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่กระทำการใดๆ ให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่จากการแสดงทัศนคติบนเวทีสาธารณะของตุลาการท่านหนึ่ง ท่านคิดว่า เป็นการแสดงทัศนคติที่เป็นกลางหรือไม่ เป็นการแสดงทัศนคติที่สาธารณชนสามารถตั้งคำถามได้หรือไม่ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินยุบพรรคก้าวไกลไปนั้น ท่านใช้อคติส่วนตัวในการวินิจฉัยหรือไม่ และจรรยาบรรณวิชาชีพของคนที่เป็นตุลาการ ซึ่งมีประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อที่ 28 บัญญัติไว้ว่า ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอนหรือเข้าร่วมการสัมมนา อภิปรายแสดงความคิดเห็นใดต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทียบต่อการปฏิบัติหน้าที่และเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า คงไม่มีนักกฎหมายคนไหนที่สามารถยอมรับว่า องค์คณะผู้พิพากษาตัดสินคดีที่ผู้ถูกพิพากษาคืออดีตพรรคก้าวไกล ที่ถูกตัดสิทธิประหารชีวิต เป็นคนที่ถูกลงโทษโดยตรง ถูกองค์คณะออกจากแสดงความคิดเห็นเสียดสีเชิงประชดประชันแบบนี้ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียในวิชาชีพ จรรยาบรรณศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขอให้สมาชิกเห็นชอบกับญัตตินี้เพื่อส่งข้อสังเกตไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เรายืนยันว่าเรื่องมาตรฐานจรรยาบรรณ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมควรจะต้องให้คนภายในองค์กรนั้นตรวจสอบกันเอง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติไปล่วงเกินฝ่ายอื่นๆ และสิ่งที่เราทำร่วมกันได้แน่นอนคือการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ที่เกี่ยวข้อง
ด้าน นายอดิศรเสนอญัตติว่า ตนไม่แน่ใจว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งใจพูดหรือตกกระไดพลอยโจน ในการแสดงความคิดเห็นเหยียดหยามเสียดสีบุคคล ซึ่งเคยเป็นคู่กรณีในศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เรามีสิทธิพูด เรากำลังทำหน้าที่ถ่วงดุลฝ่ายตุลาการ เรามีคดีความท่านตัดสินยุบพรรค ตัดสินประหารชีวิต นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ 5 ต่อ 4 ดังนั้น ต้องหาทางร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ แก้วิธีพิจารณาความเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ต่อไป เราให้ท่านไปเป็นพระ ต้องอยู่บนหิ้ง ต้องอยู่ในธรรมวินัย ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพระ ท่านทำผิดพระวินัย ท่านปาราชิกแล้ว ซึ่งตนกล่าวหาคนเดียว ไม่ได้กล่าวหาทั้งองค์กร ตนไม่ได้มีอคติ แต่เห็นว่าสิ่งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งไปพูดนั้นไม่เหมาะสม ไม่ทราบว่า ก่อนที่จะตัดสินคดีใดๆ ท่านเป็นกลาง และมีอคติหรือไม่ แต่สิ่งที่ท่านแสดงความคิดเห็นเป็นการทำลายความยุติธรรม และที่ญัตติบอกให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่าไม่ต้องส่ง เพราะพระที่ปาราชิกแล้วต้องสึก เพราะเป็นคนเดียวที่ทำให้ตุลาการขาดความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ชีวิตตนในทางการเมืองเหลืออีกไม่เยอะ พูดกันตรงๆ ว่าเรื่องของพวกเรามีธงไว้แล้ว ตนคือหนึ่งใน 44 คน ที่ได้เซ็นชื่อเสนอร่างกฎหมาย มาตรา 112 วันนี้ทั้งสังคมคิดไปว่าพวกตนอยู่ได้อีกไม่นาน กระบวนการของ ป.ป.ช. ตั้งแต่รับคำร้อง ไต่สวน ยาวไปถึงเสนอความคิดเห็น จะใช้เวลาเท่าไหร่ สำหรับ 44 คน ตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเร็ว ตนอยากรู้ว่า ถ้ามีคนไปร้อง ป.ป.ช.ในเรื่องแบบนี้ ป.ป.ช.จะใช้เวลาเท่าใด จะเร็วเป็นกามนิตหนุ่ม เหมือน 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกลหรือไม่ หรือจะช้าเหมือนกรณีอื่นๆ
นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า พวกเราคือฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้อำนาจตามที่ประชาชนไว้ใจเรามา เราคือสถาบันสุดท้ายที่กำลังปกป้องอำนาจสูงสุดของประชาชน จริยธรรมสูงสุดของพวกเราคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และประชาชนจะตัดสินใจเองว่า พวกเราควรจะอยู่ที่นี่ต่อหรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่พวกเราต้องมีฉันทามติร่วมกัน ที่จะปล่อยให้จริยธรรมร้ายแรงของนักการเมืองที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ออกจากระบบ ที่เป็นมรดกของ คสช.
“จริยธรรมของนักการเมืองเป็นคนละเรื่องกับกรณีที่ใช้บังคับกับศาล ยืนยันแม้สภาแห่งนี้หากตัดสินใจว่าจะเอาจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากรัฐธรรมนูญหรือออกจาก พ.ร.ป. ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะอยู่เหนือการตรวจสอบ ยังผูกพันกับกฎหมายต่อต้านทุจริต หากมีนักการเมืองทุจริตเรายังมีความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อไป แต่ขออย่าใช้จริยธรรมร้ายแรงเลื่อนลอยเหมือนที่ผ่านมา อย่าให้อาวุธนี้ที่ คสช.มอบให้จัดการนักการเมือง เราต้องช่วยกันหยุดยั้งอาวุธนี้ เพื่ออำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว
ภายหลัง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายปิดญัตติเสร็จสิ้น นายวันมูหะมัดนอร์ได้กล่าวว่า จากการอภิปรายเห็นตรงกันว่าจะส่งเรื่องและข้อสังเกตไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการต่อไป และสั่งปิดการประชุมในเวลา 18.25 น.

