ญาติเหยื่อตากใบ เปิดใจหลังศาลรับฟ้อง แอมเนสตี้ ชี้ เป็นก้าวแรกคืนความยุติธรรม
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ศาล จ.นราธิวาส นัดฟังคำสั่ง คดี นางสาวฟาตีฮะห์ ปะจูกูเล็ง ผู้แทนนายอาแวเลาะ ปะจูกูเล็ง ผู้ตายที่ 1 กับพวกรวม 48 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาค 4 กับพวก รวม 9 คน จำเลย ข้อหาหรือฐานความผิด ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย, พยายามฆ่า, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง, ข่มขืนใจ โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย, เสรีภาพ
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส หรือคดีตากใบซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 78 คน โดย ศาลเห็นว่ามีมูล มีคำสั่งประทับฟ้อง และนัดสอบคำให้การจำเลย และตรวจพยานหลักฐาน เพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ในวันที่ 12 กันยายน 2567 ซึ่งเป็นการรับฟ้องก่อนที่คดีจะหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567
นางพารีดาห์ โต๊ะเล อายุ 72 ปี ผู้สูญเสียลูกชาย 1 คน ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ที่ตัดสินใจฟ้อง เพราะต้องการอยากรู้ว่าประเทศไทยมีความยุติธรรมอีกหรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะเอาผิด แต่ต้องการให้จำเลยยอมรับว่า ที่ทำลงไปมันผิดจริง

นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ศาลไม่สั่งรับฟ้องจำเลยที่ 2 และ 7 โดยศาลให้เหตุผลในคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไปปฏิบัติหน้าที่รอรับคนที่ถูกควบคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธ ไม่ได้อยู่ร่วมตอนเหตุการณ์ในการจับการควบคุม แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยที่ 2 รอรับคน แล้วทราบว่ามีคนเสียชีวิต มีการบรรทุกไปถึงค่ายอิงคยุทธ แต่การที่ไม่แก้ไขหรือแจ้งให้มีการแก้ไขให้ไม่เกิดความสูญเสียไม่ได้ทำตรงนี้ ซึ่งละเลยเฉยๆ ศาลยังมองว่า ไม่ถึงกับที่ต้องเป็นข้อหา 288 ส่วนจำเลยที่ 7 ศาลเห็นว่าไปปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณสามแยกตากใบ ในการตั้งด่านสกัดคนแล้วมีของการไปทำเรื่องการขอปล่อยตัวชั่วคราว ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน
นายรัษฎากล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมสั้นๆ ว่า เป็นโอกาสที่ฝ่ายจำเลยจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร และสังคมก็จะสิ้นสงสัย

ด้านชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า คำตัดสินของศาลในวันนี้นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อคืนความยุติธรรมที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้วสำหรับผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อการใช้กำลังจนเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่ ระหว่างการสลายการชุมนุมที่ด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ ทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้ใช้เวลาเกือบ 20 ปี เพื่อรอความยุติธรรมและความรับผิดชอบจากอาชญากรรมที่โหดร้ายครั้งนี้
“ทางการไทย ต้องเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลโดยทันที และใช้มาตรการทั้งปวงที่จำเป็น เพื่อประกันไม่ให้คดีนี้ต้องหมดอายุความไป ทางการต้องรับรองให้ผู้เสียหายและครอบครัวของพวกเขาสามารถเข้าถึงความยุติธรรม และการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังต้องมีการประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการถึงความจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเกิดขึ้นในเหตุการณ์ตากใบ”
ทั้งนี้เหตุการณ์จลาจลที่หน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2547 เริ่มต้นจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน จำนวน 6 คนที่ถูกจับกุมตัว โดยเจ้าหน้าที่เรียกไปสอบสวน หลังพบว่าอาวุธปืนของ ชรบ.ถูกคนร้ายปล้นไป มีชาวบ้านในพื้นที่นั้นมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว ชรบ.ทั้ง 6 คน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ต้องทำการปิดล้อมพื้นที่ และสลายการชุมนุม โดยมีผู้เสียชีวิตในพื้นที่ชุมนุม 6 คน จากนั้นจึงมีการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 1,370 คน ขนย้ายขึ้นรถบรรทุกทหารไปค่ายอิงคยุทธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 คน และถูกจับกุมประมาณ 1,300 คน โดยล่าสุด รัฐต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 7.5 ล้านบาท และผู้บาดเจ็บรายละ 5 แสนบาท

