องค์การต่อต้านการทรมานโลก หวังไทยดำเนินการเด็ดขาด เอาผิดผู้เอี่ยวเหตุสังหารหมู่ คดีตากใบ
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม (ตามเวลาท้องถิ่นนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) องค์การต่อต้านการทรมานโลก (OMCT) ออกแถลงการณ์ภาษาอังกฤษและภาษาไทย กรณี “ประเทศไทยจะต้องคืนความยุติธรรมในกรณีสังหารหมู่ตากใบโดยด่วน” ความดังนี้
หน่วยงานไทยต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 2547 ก่อนที่อายุความจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2567 ความล้มเหลวในการดำเนินการอย่างเด็ดขาดในขณะนี้เป็นสัญญาณของการลอยนวลพ้นผิดในกรณีความรุนแรงโดยรัฐ ซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อหลักนิติธรรม
ในวันที่ 23 สิงหาคม 2567 ศาลจังหวัดนราธิวาสมีนัดฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษา เพื่อตัดสินว่าคดีอาญาตากใบมีมูลและประทับรับฟ้อง หรือว่าจะพิพากษายกฟ้อง การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ 9 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวมลายูมุสลิมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 85 ราย โดยมีผู้ชุมนุม 7 รายถูกยิงเสียชีวิต และอีก 78 รายถูกบังคับให้นอนทับกันเป็นชั้นจนเสียชีวิตในระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่คุมขังที่ค่ายทหารในจังหวัดปัตตานีในสภาพที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ถูกควบคุมตัวประมาณ 1,200 คนที่ถูกคุมขังเป็นเวลาหลายวันโดยไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม ทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสและผลกระทบทางจิตใจต่อเนื่องยาวนาน
ในเดือนธันวาคม 2567 คณะกรรมการค้นหาความจริงที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้วิธีการที่เกินความจำเป็นและไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้กระสุนจริงและการส่งบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์เข้าปฏิบัติการ แม้จะมีรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบยังไม่ได้รับการลงโทษ ทำให้ความยุติธรรมยังมาไม่ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่าสองทศวรรษ
ในวันที่ 25 เมษายน 2567 ผู้เสียหายและครอบครัวได้ยื่นฟ้องคดีอาญาต่ออัยการสูงสุด ในข้อหาฆ่าผู้อื่น โดยทรมานหรือโดยทารุณโหดร้าย บังคับขู่เข็ญ และควบคุมตัวโดยมิชอบ การพิจารณาคดีเบื้องต้นที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ถูกเลื่อนออกไปในวันถัดมาและถูกเลื่อนอีกครั้งในวันที่ 19 และ 26 กรกฎาคม 2567 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าคดีนี้จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ก่อนที่หมดอายุความ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และการข่มขู่คุกคามที่ผู้ร้องเผชิญทำให้ความทุกข์ทรมานของพวกเขาทวีคูณขึ้นไปอีก และตอกย้ำถึงอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญในการแสวงหาความยุติธรรม
การใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายในระหว่างการชุมนุมประท้วงมักถูกเรียกว่าเป็นการใช้ความรุนแรงของตำรวจ ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการละเมิดข้อห้ามโดยสิ้นเชิงในการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ ดังที่ได้มีการกล่าวถึงในคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของการชุมนุมอย่างสันติที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อไม่นานมานี้ การทรมานไม่สามารถกระทำได้อย่างสิ้นเชิงในทุกสถานการณ์และไม่ควรอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายุความ จากเหตุการณ์นี้ การนำคนผิดมาลงโทษในฐานะคดีทรมานมีความสำคัญในด้านการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบและคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย
เราขอเรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาด เอาผิดผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ คืนความยุติธรรมและชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียหายและครอบครัวของพวกเขา ความคืบหน้าในการแสวงหาความยุติธรรมและความจริงในกรณีนี้จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม และหากการดำเนินการในครั้งนี้ล้มเหลว จะส่งผลให้ผู้ที่ก่ออาชญากรรมภายใต้การใช้อำนาจรัฐลอยนวลพ้นผิดต่อไป ไม่เพียงแค่ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตากใบเท่านั้นที่ยังคงรอที่จะเห็นความยุติธรรม แต่ความสมบูรณ์ของกรอบกฎหมายและสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเองก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน



