หน้าแรก การเมือง 3 องค์กรเอกชน...

3 องค์กรเอกชน เสนอนายกฯ อิ๊งค์ แก้วิกฤตเศรษฐกิจ อุ้มรายย่อยสู้จีนเทา

24.08.24 | 06:30 น.

3 องค์กรเอกชน เสนอนายกฯ อิ๊งค์ แก้วิกฤตเศรษฐกิจ อุ้มรายย่อยสู้จีนเทา


เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่อาคารชินวัตร 3 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังพบปะและหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า เป็นการรับฟังการแบ่งปันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจากผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อต้องการการพัฒนามากขึ้น ขณะนี้ได้รับตำแหน่งนายกฯ แต่ยังไม่สามารถทำงาน หรือสั่งการได้ จึงเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเสนอแนะ แสดงความคิดเห็น และชี้ให้เห็นว่ากำลังเจอปัญหาอย่างไร มีอะไรอยากจะแนะนำรัฐบาล เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างสำหรับภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างมั่นคง

“ข้อเสนอของภาคเอกชน เช่น เรื่องของกฎหมายถือเป็นประเด็นที่สำคัญ กฎหมายบางอย่างใช้มาแล้ว 30 กว่าปี ไม่เหมาะสมต่อสภาวะปัจจุบัน หากผ่านกระบวนการต่างๆ และได้เข้าไปทำงานจะเร่งเข้าไปบริหารจัดการ หากผ่านกระบวนการ และตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว จะหาเจ้าภาพที่จะมาคุยในแต่ละหัวข้อ หรือประเด็นที่ภาคเอกชนเสนอในวันนี้ และประสานงานต่อด้วยตัวเอง รวมทั้งจะติดตามงานด้วย ในยุคพรรคไทยรักไทยจะพูดคุยในทุกอุตสาหกรรม และคุยทุกสัปดาห์ ทำให้ได้รู้ปัญหา รู้ประเด็นของทุกอุตสาหกรรมจริงๆ และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารบ้านเมือง และต้องขอโอกาส และอาจขอรบกวนเวลาทุกท่าน” น.ส.แพทองธารกล่าว

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลนี้จะต้องทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพราะเครื่องจักรที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจคือภาคเอกชน ข้อเสนอของภาคเอกชนในวันนี้ใกล้เคียงกับที่เราประเมินไว้ และมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องนี้

Advertisement

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ประเทศไทยทำการค้าขายกับจีนในระยะยาว ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของรัฐบาลรักษาการจะมีการส่งเสริมการใช้ Local content เพื่อส่งออกสินค้าไทยไปตลาดโลกให้เพิ่มขึ้น ส่วนข้อเสนอการปรับเพิ่มการใช้สินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มขึ้น จะรับไปพิจารณา จะต้องดำเนินการแบบรักษาสมดุลการค้าการลงทุนระหว่างกันกับประเทศคู่ค้า เพื่อไม่ให้เป็นการกีดกันทางการค้า ส่วนปัญหาสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้าไทยเป็นปัญหาที่รัฐบาลมองเห็น และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ โดยอาจต้องรักษาสมดุลการค้าการลงทุนของไทย และจีน รวมถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่กระทบผู้ประกอบการไทย จะมีมาตรการดูแลอย่างรอบด้าน เพื่อให้การค้าขายของไทยและจีน ทำการค้าขายได้ในระยะยาว ในช่วงรัฐบาลที่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ได้สั่งการให้ดำเนินการผ่านหน่วยงานมาตรฐานของรัฐ เช่น กรมศุลกากร ตรวจเข้มสินค้านำเข้า หน่วยงาน มอก.หรือ อย.ตรวจมาตรฐานสินค้าถึงโกดัง และตรวจจับสินค้าได้เพิ่มขึ้น ถือเป็นหนึ่งในกลไกปกป้องเอกชนคนไทย รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลการผลิตสินค้าจากจีนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งระบบดังกล่าวจะแล้วเสร็จช่วงปีหน้า พร้อมกับการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งผ่านการเชื่อมต่อระบบการคมนาคม ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้ เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตไทย ส.อ.ท.มีข้อเสนอเร่งด่วน 5 ข้อ คือ 1.การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากสินค้านำเข้าที่ไม่มีคุณภาพและการทุ่มตลาด แนวทางดำเนินการ 2.การส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยและสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) 3.การลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม 4.การส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME เช่น ออกมาตรการทางการเงินเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SME ไทย ผ่อนปรนคุณสมบัติของผู้กู้ และ 5.การส่งเสริมการค้าชายแดนและพัฒนาระบบโลจิสติกส์

“3 ข้อเสนอ คือ 1.ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์ของไทย 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ในประเทศไทย โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมนำร่อง และ 3.การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริม Ease of Doing Business และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากที่ออกมาบังคับใช้” นายเกรียงไกรกล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าว่า เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้ระดมความเห็นจากเครือข่ายเอกชนทั่วประเทศ มี 3 เรื่องเร่งด่วนอยากให้รัฐบาลช่วย คือ 1.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ แผนเร่งด่วนระยะสั้น คือเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ไปทุกภูมิภาค กระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเร่งใช้จ่ายงบประมาณด้วย รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจไปยังประชาชน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเปราะบาง ใช้แพลตฟอร์มรัฐ หรือแจกแบบเงินสด 2.กลุ่มที่ยังพอมีกำลังซื้อ ดำเนินการในลักษณะโครงการคนละครึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และ 3.กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ออกมาตรการดึงการจับจ่ายใช้สอยให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น

นายสนั่นกล่าวอีกว่า 2.การเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการผ่านกลยุทธ์ “ผลักดัน” “ตั้งรับ” และ “จับมือ” และ 3.การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน โดย 1.รักษาโมเมนตัมในธุรกิจที่ประเทศไทยยังแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ทั้งเรื่อง Food Tourism Wellness และ Logistics ที่รัฐบาลได้วางแผนไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค 2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมการเรียน STEM Education ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง และ 3.ยกระดับโครงสร้างพลังงานดั้งเดิมสู่พลังงานสีเขียว

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า สมาคมมีข้อเสนอแนะด้านการค้าไทย-จีน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การที่ไทยขาดดุลการค้าจีนอย่างต่อเนื่อง 2.สินค้าจีนราคาถูกทุ่มตลาดไทย และ 3.การจําหน่ายสินค้าผ่านทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่มีราคาถูก เช่น เทมู (Temu) เป็นรูปแบบการค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง ทําให้ขายสินค้าได้ราคาถูกลง

“ไทยอาจพิจารณากฎระเบียบของจีนที่ใช้กํากับผู้บริโภคชาวจีนที่สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน โดยจีนกําหนดมูลค่าสั่งซื้อแต่ละครั้งไม่เกิน 5,000 หยวนต่อครั้งต่อคน รวมทั้งปีไม่เกิน 26,000 หยวนต่อคน ไม่ต้องเสียภาษีนําเข้า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 70% ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจริง หากรัฐมีมาตรการควบคุมที่เหมาะสมจะทำให้ใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ สร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากขึ้น โดยหอการค้าเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ นำสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนเพื่อขยายการส่งออกได้” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว

นายณรงค์ศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนการปิดกิจการของธุรกิจไทยที่หลายคนคิดว่าสาเหตุมาจากผลิตภัณฑ์ และการลงทุนของจีนนั้น รัฐบาลควรให้ความสนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาแรงกดดันทางการแข่งขันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญภายใต้กลไกการตลาด ต้องกำกับดูแลเพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมาย และกฎระเบียบอย่างเข้มงวด ด้านการดำเนินธุรกิจที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยใช้นอมินี รัฐควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หอการค้าให้ข้อมูล ความรู้แก่ผู้ประกอบการจีนที่จะเข้ามาทําธุรกิจในไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย