ศาลฎีกาฯไต่สวนพยานจำเลยคดีสลายพธม.ปิดล้อมรัฐสภา ยันใช้แก๊สน้ำตาตามขั้นตอน ตร.ระบุถูกยิงหลายนาย

24.02.17 | 16:16 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวนหมายเลขดำ อม.2/2558 และผู้พิพากษาองค์คณะ รวม 9 นัดไต่สวนพยานจำเลยในคดีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 295 และ 302 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 รัฐบาล นายสมชาย ให้ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภาโดยมิชอบตามหลักสากล กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 471 ราย

โดยจำเลยเดินทางมาศาลทุกคนยกเว้น พล.อ.ชวลิต ไม่เดินทางมาศาล เนื่องจากศาลอนุญาตพิจารณาคดีลับหลัง ทั้งนี้ การพิจารณาคดีมีคณะนักศึกษาจากโครงการอบรมกฎหมายเพิ่มศักยภาพสื่อ รุ่นที่ 4 ภาคกฎหมายความมั่นคง เข้าฟังการพิจารณาด้วย

โดยทนายจำเลยนำพยาน เข้าเบิกความ 2 ปากประกอบด้วยนายสุเจษฎ์ โค้วคาสัย อัยการอาวุโสและ ด.ต.เสก ตราเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้อยู่ในเหตุการณ์

นายสุเจษฎ์ เบิกความสรุปว่า เป็น 1 ในอัยการที่พิจารณาสำนวน คดีนี้ ป.ป.ช. ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันสรุปสำนวนเอกสาร 1,176 แผ่น เห็นว่าต้องไต่สวนพยานเพิ่ม 19 ปาก จากพยาน 9 กลุ่มรวม 100 คน มีข้อไม่สมบูรณ์ 5 ข้อ ใช้เวลาทำงาน 1 เดือน ตามเงื่อนไขของกฎหมายกับขอสอบพยานเพิ่มเติม แต่ที่สุดเมื่อส่งความเห็นของคณะทำงานแล้ว อัยการอัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดถึงที่สุดสั่งไม่ฟ้องคดีมีข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลนี้ได้

ด้าน ด.ต.เสก ตราเงิน สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยานจำเลยเบิกความว่านเป็น 1 ใน150 คนที่เผชิญกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 3,000 คนที่แยกพิชัยเจ้าหน้าที่เจรจาขอเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภา แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม มีการประจันหน้ากันจนถึงขั้นประชิดตัว ซึ่งผู้บังคับบัญชาที่คุมกองร้อยในขณะนั้นมีการสั่งให้เปิดทางโดยใช้แก๊สน้ำตายิงวิถีโค้งให้กระทบกำแพงหรือต้นไม้ หรือตกที่หน้าฝูงชนเพื่อให้ควันเข้าที่กลุ่มประชาชนโดยดูทางลม ซึ่งการทดสอบแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศทางยุโรปหรือจีนมีศักยภาพไม่ต่างกัน หากถูกแก๊สน้ำตาระเบิดก็ทำให้บาดเจ็บไม่มาก

Advertisement

ต่อมาเมื่อชุดเจ้าหน้าที่มีการแหวกกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินเท้าไปถึงถนนอู่ทองในจรดแยกการเรือน พบผู้ชุมนุมอีก 5,000 คน มีเสียงปืนดังจากในสวนสัตว์ดุสิตประมาณ 10 นัด แต่ไม่เห็นตัวผู้ยิง โดยพบว่ามีตำรวจถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 6 นาย ตนถูกยิงด้านหลังบาดเจ็บสาหัสกระสุนฝังที่ตับเอาออกไม่ได้ การใช้กำลังสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาเป็นไปตามระเบียบที่ฝึกมา มีเงื่อนไขคือให้ตำรวจผู้ปฏิบัติใช้ดุลยพินิจได้ แต่คนตัดสินใจคือผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในเหตุการณ์

หลังการสืบพยานทั้งสองปากเสร็จสิ้น ศาลนัดนัดไต่สวนพยานจำเลยปากต่อไปในวันที่ 10 มีนาคมนี้