สัปดาห์ที่ผ่านมา การให้ความเห็นเรื่องของ “การเมืองแบบเครือข่ายตระกูล” (dynasty politics) ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องในระดับชาติ เมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นมาจากตระกูลชินวัตรอีกครั้ง และถ้าจะนับจริงๆ แล้วตระกูลชินวัตรนี้ก็มีเครือข่ายของคนในตระกูลที่ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาหลายคนแล้ว
ตั้งแต่คุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ (น้องสาว) คุณสมชาย (ในฐานะเขย) คุณเศรษฐา (ที่มีความสนิทสนมกับตระกูลนี้ตามที่ได้เอ่ยถึงในที่สาธารณะหลายครั้ง) และมาถึงคุณแพทองธาร (ลูกสาว)
ในความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าแม้จะมีการสืบทอดอำนาจกันมาหลายคนในเครือข่ายของตระกูลนี้ แต่แนวคิดเรื่องการเมืองแบบเครือข่ายตระกูลอาจจะไม่สามารถอธิบายตระกูลชินวัตรกับการเมืองไทยได้
ขณะที่เราสามารถใช้แนวคิด “ตระกูลการเมือง” (political family) ได้จริงในระดับท้องถิ่นที่เราชอบพูดกันเรื่องบ้านใหญ่ ซึ่งยังทำงานอย่างเข้มแข็ง และจากผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในช่วงนี้ ส่วนมากก็เป็นเรื่องของตระกูลการเมือง หรือการเมืองแบบเครือข่ายตระกูลในท้องถิ่น (local dynastic politics) อย่างแท้จริง
เรื่องการศึกษาตระกูลการเมือง และการเมืองแบบเครือข่ายตระกูลนี้ ในส่วนตัวของผม ผมคิดว่ายิ่งศึกษายิ่งงง เพราะบางทีเป็นเรื่องที่เอาจริงเอาจังจนเหมือนกับ “ตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้า” มากจนเกินไป
หมายถึงว่า ถ้าแนวคิดเรื่องตระกูลการเมือง และการเมืองแบบเครือข่ายตระกูลถ้าเอาจริงเอาจังกับการวิเคราะห์มากเกินไปเราจะเกิดอาการที่จะพยายามอ่านข้อมูลและตีความข้อมูลไปในเชิงที่ว่า ทุกอย่างที่ตระกูลและเครือข่ายตระกูลเหล่านี้ทำมันมีเป้าหมายไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเมืองแบบที่เป็นทางการ คือจะต้องมีตำแหน่งทางการเมืองอย่างที่เป็นทางการ
สำหรับผมเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นคือการเมืองในภาพกว้างที่มีทั้งตำแหน่งและมีทั้งอิทธิพล
ซึ่งเมื่อพูดถึงอิทธิพลเราก็หมายถึงเรื่องที่ไม่ใช่แค่ตระกูลการเมือง หรือการเมืองเชิงเครือข่ายตระกูลที่หมายถึงต้องไปดำรงตำแหน่งการเมือง หรือเอาการเมืองเข้ามาเพิ่มเติมประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น
แต่หมายถึงการเป็น “ชนชั้นนำ” ในพื้นที่เหล่านั้น ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับชาติมากกว่า
กล่าวอีกอย่างก็คือ การพูดถึง “ชนชั้นนำ”และ “เครือข่ายชนชั้นนำ” (elite and elite network) ดูจะกว้างขวางและครอบคลุมกว่า การจำกัดความคิดเห็นไปที่ว่าตระกูลไหนที่มุ่งเน้นแต่จะไปทางการเมืองเท่านั้น
เพราะในตระกูลที่เป็นชนชั้นนำเขาไม่ได้มุ่งหวังจะไปทางการเมืองเท่านั้น โดยเฉพาะการเมืองแบบเลือกตั้ง
การรักษาอำนาจและขยายอำนาจของตระกูลชนชั้นนำทำได้หลายรูปแบบ และผมเชื่อว่าการเมืองที่เป็นการเมืองแบบเลือกตั้งเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
การศึกษา การแต่งงานข้ามตระกูล การรับราชการโดยเฉพาะตำรวจทหาร การมีเครือข่ายทางสังคมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการถวายความจงรักภักดี การบริจาคเงินให้ท้องถิ่น การเป็นเครือข่ายตระกูลจีน
เรื่องเหล่านี้ควรเป็นหัวใจในการศึกษามากกว่านับหัวคนในตระกูลว่ามีตำแหน่งในการเมืองที่เป็นทางการแค่ไหน เพราะทำให้เราเข้าใจการเมืองในระดับโครงสร้างและความหมายที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาของการเมืองในพื้นที่เหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้วไม่ได้จะมาปกป้องการมองว่าตระกูลชินวัตรเป็นตระกูลการเมือง หรือเป็นตระกูลที่เล่นการเมืองในแบบเครือข่ายตระกูลหรือไม่อย่างไร
เพราะผมคิดว่าทุกครั้งที่ตระกูลชินวัตรเข้าสู่การเมืองยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ออกจากการเมือง หรือส่งต่ออำนาจได้อย่างราบรื่น และทุกครั้งที่มีอำนาจทางการเมืองก็ส่งผลทำให้การเมืองตกสู่วังวนของการขับไล่แบบที่ใช้อารมณ์และความรู้สึกขั้นรุนแรงมาโดยตลอด
ก็ได้แต่หวังว่าการรักษาอำนาจในรอบนี้ของตระกูลชินวัตรจะทำได้อย่างราบรื่นกว่าที่เคยเป็นมา
โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าตระกูลชินวัตรหลีกเลี่ยงการเมืองไม่ได้ ถ้าย้อนไปก่อนคุณทักษิณตระกูลนี้ก็เกี่ยวพันกับการเมืองมานาน แต่ผมก็ไม่ได้เชื่อว่าพ่อของคุณทักษิณอยากให้คุณทักษิณเล่นการเมือง หรือเตรียมตัวให้คุณทักษิณมาเล่นการเมือง ดังนั้น ตระกูลชินวัตรโดยเริ่มแรกอาจไม่ใช่ตระกูลการเมือง แม้ว่าอาจจะได้รับประโยชน์จากการเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีของการได้สิทธิเป็นเจ้าภาษีนายอากรก็ได้
ความเกี่ยวพันของคุณทักษิณกับการเมืองตามประวัตินั้นมีมาหลายครั้งหลายคราว ตั้งแต่การเป็นนายตำรวจติดตามนักการเมืองสมัยนั้น การเชื่อมโยงกับตระกูลที่ทรงอิทธิพลในวงการตำรวจจากฝั่งภรรยา และการที่ตัวคุณทักษิณเข้าสู่วงการธุรกิจในระดับสัมปทานในระดับประเทศ
ในแง่นี้หลายครั้งหลายครา (โชค) ชะตา (กรรม) ของตระกูลชินวัตรเองไม่น่าจะมีลักษณะของการเมืองแบบตระกูลการเมือง หรือการเมืองแบบเครือข่ายการเมืองแบบแคบ คือมุ่งเน้นเอาการเมืองมาส่งต่ออำนาจ หรือวันๆ มุ่งเน้นจะสร้างอำนาจการเมือง
ต่างจากตระกูลการเมืองหลายตระกูลในท้องถิ่น หรือการวาง “ทายาท” ทางการเมืองของนักการเมืองและตระกูลการเมืองอีกหลายตระกูล ที่วางตัวคนอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ในท้องถิ่น แต่งงานกับเครือข่ายการเมืองอื่น หรือชนชั้นนำอื่นๆ
ตระกูลชินวัตรไม่ได้มีทายาททางการเมืองที่ถูกสร้าง หรือขัดเกลามาตั้งแต่เกิดเหมือนพวกเคนเนดี้ หรือแม้กระทั่งตระกูลใหญ่ในกรุงเทพฯหลายตระกูล ทุกครั้งที่ส่งต่ออำนาจจึงมีลักษณะที่ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมายเสมอ
ลองเทียบกับตระกูลลีของสิงคโปร์ที่ประชาชนเขารู้มานานว่าลี เซียน ลุง คือทายาท
ฮุน มาเนต ที่ฮุนเซนใช้เวลาเตรียมการมากี่ปีในกัมพูชา
โจโกวี ที่ปูหนทางให้ลูกถึงขั้นที่จะต้องจับมือกับคู่ปรับอย่างปราโบโวในอินโดนีเซีย
และการเชื่อมโยงกันของสองตระกูลใหญ่อย่างมาร์กอส และดูแตร์เต ที่รุ่นลูกจับมือกันลงเลือกตั้งในรอบนี้ที่ฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าสิ่งที่ตระกูลชินวัตรมีคือ คนที่รัก และคนที่เกลียด และมีเครือข่ายลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งที่คอยประคับประคอง
มีทั้งเข้าใหม่ และออกมา
มีทั้งที่รักทุกเรื่อง และมีทั้งที่ด่าทุกเรื่อง
หรือมีทั้งที่อยากจะรักษาระยะห่าง แต่ถูกลากจูงไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การเมืองของการรักและเกลียดตระกูลชินวัตรก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทยไปแล้ว เพราะมีความยาวนาน และรูปแบบที่แน่นอน
อยู่ที่ใครจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้มากกว่ากัน
เรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในเรื่องของการศึกษาตระกูลการเมือง และการเมืองแบบเครือข่ายตระกูลที่ยังถกเถียงกันไม่จบก็คือ ถ้ามองว่าระบบการเมืองที่วางอยู่บนเรื่องเหล่านี้มันเป็นลักษณะชั่วคราวที่จะหายไปเมื่อการเมืองไทยมันพัฒนาไปแล้วหรือไม่
พูดอีกอย่างก็คือ เรามักจะเชื่อว่า ถ้ามีตระกูลการเมือง เท่ากับมีระบบอุปถัมภ์ และเป็นสัญลักษณ์ว่าการเมืองไทยจะไม่พัฒนา
เพราะมันเหมือนเป็น “ตัวชี้วัด” ว่าตราบใดมีบ้านใหญ่ในต่างจังหวัดที่ครองอำนาจทางการเมืองตราบใดมีตระกูลใหญ่ในเมืองที่ครองอำนาจการเมือง แล้วตระกูลเหล่านี้ส่งต่ออำนาจกันก็จะไม่มีประชาธิปไตย
ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะเสนอไม่ใช่ว่าจะบอกว่าพวกนี้เขาเป็นคนดี
แต่ต้องมองว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ เป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้ต่อรองให้อำนาจของประชาชนเองได้ทำงาน และได้ประโยชน์
หมายความว่า ในทางหนึ่งต้องไม่ด่วนสรุปว่าที่ใดมีตระกูลการเมืองที่นั้นไม่มีประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยมันไร้คุณภาพ
หรือบอกว่า การเมืองสมัยใหม่นี้พรรคการเมืองนั้นเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์ไปเป็นแบบการเมืองนโยบายซะแล้ว
แต่ต้องเข้าใจว่าการเมืองที่อิงกับระบบอุปถัมภ์ และการเมืองนโยบายมันไม่ใช่ขั้นตอนที่สูงส่งกว่ากัน
และไม่ใช่ขั้นตอนที่ย้อนกลับไม่ได้
ยิ่งสมัยนี้มีการเมืองเรื่องอุดมการณ์และอัตลักษณ์เข้าไปด้วย
วันหนึ่งการเมืองแบบนโยบายอาจจะครอบงำ แต่ตัวแบบการเลือกตั้งแต่ละครั้งนั้นไม่เหมือนกัน บางครั้งคนจำนวนมากเลือกคนที่เขาคุ้นเคย มีบุญคุณ
บางครั้งเขาอยากเลือกคนใหม่ตามนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายทางเศรษฐกิจ
บางครั้งคนอาจจะเลือกตามจุดยืนทางการเมือง
หรือบางทีคนเลือกตามยุทธศาสตร์ เพราะรู้ว่าคนที่อยากได้อาจไม่มีทางชนะ
และในครั้งเดียวกันคนก็เลือกต่างกันด้วย
สรุปเบื้องต้นก็คืออย่ามองประชาธิปไตยเป็นเป้าหมาย
แต่มองว่าประชาธิปไตยเป็นกระบวนการต่อสู้ต่อรองที่เกมนี้ทั้งคนมีอำนาจ และคนไม่มีอำนาจต้องมาต่อรอง สร้างดีลกัน
และตระกูลการเมือง หรือชนชั้นนำต่างๆ แม้ว่าจะมีทรัพยากรทางอำนาจมากกว่าประชาชนรายคน แต่ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของความเป็นจริงในสังคมก็ทำให้เห็นว่าการได้มาซึ่งอำนาจ การรักษาอำนาจ และการแบ่งปันอำนาจของคนเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขามีทั้งคู่แข่ง พันธมิตร และการสลับขั้ว ข้ามขั้ว และสร้างขั้วใหม่
ไม่ได้มีใครอยู่ค้ำฟ้า และทุกการครองอำนาจมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

