ศุภณัฐ ค้านไอเดีย เวนคืนรถไฟฟ้า ย้อน 20 บาท รัฐอุดหนุนก็จบ ทำไมต้องขาดทุนแทนเอกชน
จากกรณี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอแนวคิดการเวนคืนโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในการบริหารของเอกชน กลับมาให้รัฐบาลบริหารและจ้างเอกชนเดินรถ เพื่อเดินหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท
โดยเรื่องนี้ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลืองและสายสีชมพู กล่าวสั้นๆ ว่า ตนเพิ่งได้ยินเรื่องนี้ ยังต้องลงในรายละเอียด แต่ถ้าทำแล้วทุกฝ่ายได้ประโยชน์ก็ควรช่วยๆ กัน ทั้งการคิดวิธีการ ทำให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมและเป็นประโยชน์กับผู้โดยสาร
ล่าสุด ( 27 ส.ค.) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า 20 บาทตลอดสาย แค่รัฐอุดหนุนก็จบ – ทำไมต้องไปเวนคืนรถไฟฟ้า เพื่อ “ขาดทุนแทนเอกชน“ เพิ่มด้วยครับ ?
เนื่องจาก สายสีเหลือง และสายสีชมพู มีผู้โดยสารขึ้นน้อยกว่าเป้าที่คำนวณไว้มากๆ
– สายเหลือง เพียง 30,000 คน/วัน
– ชมพู เพียง 45,000 คน/วัน
ทว่า จุดคุ้มทุนอยู่ราวๆ 120,000 คน/วัน
แปลว่าโอกาสที่ 2 สายนี้ จะคืนทุนให้กับเอกชนที่ลงทุนไป ภายใน 30 ปีตามอายุสัมปทานนั้น เป็นเรื่องยากมากๆ แล้ว และทุกวันนี้ก็คงรับภาระ ขาดทุน แทบทุกวันจาก การแบกค่าบริการ ค่าดำเนินการ
โดยจากผลประกอบการของทั้ง BTS และ STEC กลับมาขาดทุนครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งโบรกเกอร์และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พูดเสียงเดียวกันว่า ส่วนหนึ่งก็มาจาก การลงทุนรถไฟฟ้า สายสีชมพู และสายสีเหลือง
นั่นความหมายว่า การปรับสัญญา/การเวนคืน ในครั้งนี้ คือ การที่รัฐไปซื้อกิจการที่รายจ่ายสูง รายได้ต่ำ กำไรไม่มี เพื่อมา “แบกค่าใช้จ่ายแทนเอกชน”
การอ้างเรื่องค่าโดยสารที่แพง จริงๆ รัฐยังมีกลไก อย่างการ “อุดหนุนรายหัว” ที่สามารถทำได้ทันที และไม่ต้องเข้าไปแบกภาระขาดทุน ของรถสายสีเหลือง และชมพู อีกทั้งสามารถ เพิ่ม-ลด การอุดหนุน เมื่อไรก็ได้
และจะว่าไป รัฐไม่ต้องไปพลีชีพช่วยเอกชน โดยเอาตัวเองไปแบกภาระขาดทุนแทนเอกชน ก็ได้ เพราะถ้ารัฐปล่อยให้เอกชนดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เผลอๆ เอกชนจะขอคืนสัมปทาน และส่งมอบคืน รถไฟฟ้าให้รัฐฟรีๆ โดยที่รัฐไม่ต้องจ่ายเงินเวนคืนซักบาท
เพราะถ้าเอกชนยิ่งฝืนดำเนินการต่อไป แบกค่าใช้จ่ายต่อไป ยิ่งเหนื่อย และยิ่งจะติดลบ ขาดทุนหนักไปเรื่อยๆ
การจะซื้อกิจการ รัฐต้องคำนวณมูลค่า โดยอิงจาก จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการจริง ณ ปัจจุบัน กับอายุสัมปทานที่เหลือ และช่องทางรายได้ทั้งหมด และหักค่าใช้จ่ายค่าบริการ ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมและต้นทุนทางการเงิน เพื่อหากำไร-ขาดทุน ที่แท้จริง
ถ้ากิจการนี้ ขาดทุน และไม่มีทางกำไรได้เลย นั่นคือ วิกฤตของเอกชนที่ถือสัมปทาน ไม่ใช่รัฐ
การที่รัฐจะเอาเงินไปเวนคืนกิจการที่ขาดทุน ในราคาที่แพง หรืออ้างอิงกับราคาที่เอกชนลงทุนไปตอนแรก เท่ากับเป็นการที่รัฐเข้าไปช่วยอุ้มเอกชน
นี่ไม่ใช่การที่รัฐและเอกชนอยากจะช่วยประชาชนนะครับ ขออย่าบิดเบือนว่ากำลังช่วยประชาชนอยู่
เพราะจริงๆ คนที่ได้ประโยชน์ตัวจริง คือ เอกชน ที่รัฐอยากเข้าไปช่วย โดยพ่วงประชาชนไปเอี่ยวนิดเอี่ยวหน่อยให้ฟังดูเหมือนประชาชนได้ประโยชน์
การที่รัฐยอมเสียภาษีเพื่อ
(1) ไปซื้อกิจการเขามา ทั้งที่มูลค่าตกลงเรื่อยๆ เพราะขาดทุนเรื่อยๆ
(2) ไปแบกค่าดำเนินการที่ขาดทุนแทนที่จะปล่อยให้เอกชนแบก
(3) ต้องตกลงจ้างเอกชนเจ้าเดิมเดินรถ-บริหาร-เก็บเงินต่อ
นี่ถือว่า รัฐหาเรื่อง ผลาญเงินประชาชน 3 เด้ง เพื่อหาทางออกให้เอกชน แบบสวยๆ ไม่ต้องทนขาดทุนต่อไปแถมได้เงินที่ลงทุนไปคืน แต่พูดให้ใครฟังเขาก็ชมว่า ดูดี ได้ใช้รถไฟฟ้าถูก ทั้งที่เอาก้อนเงินมาเทียบกัน วิธีอุดหนุนรายหัว จะประหยัดกว่าการไปเวนคืนทั้งสายมา และมาแบกค่าบริการแทนเอกชนทั้งที่เราก็รู้ว่า สายนั้นไม่มีทางคืนทุน
หมายเหตุ
สายสีเหลือง และสายสีชมพู ผู้ที่ถือสัมปทานคือ Northern Bangkok Monorail (NBM) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน โดยกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ (BSR JV consortium) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง

