ส่องครม.อิ๊งค์ 1 ไร้ขั้วป้อม-ดึงประชาธิปัตย์ร่วม

29.08.24 | 10:05 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย(พท.)มีมติไม่ให้พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมตรี ซึ่งจะมีการ ทำหนังสือเชิญพรรคการเมืองและกลุ่มอื่น ที่เห็นว่าร่วมงานกันได้เข้าร่วมรัฐบาล ล่าสุดนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยได้ส่งหนังสือเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลแล้ว

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเมืองเดินทางมาถึงวันที่ปิดสวิตช์ ป.ที่ 3 ออกจากเส้นทางการเมือง ที่สร้างความระแวงสงสัยให้กับพรรค
เพื่อไทยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการร้องเรียนสอยนายเศรษฐา ทวีสิน ก็ดี การให้คนของตนเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯก็ดี การไม่ไปร่วมโหวตนายกฯก็ดี หรือแม้แต่ความเคียดแค้นในอดีตกับนายใหญ่แห่งเพื่อไทยก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นเชื้อไฟอย่างดีให้เกิดความบาดหมางใจกับทางพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ทวงหนังสือตรวจสอบประวัติรัฐมนตรีอย่างโจ่งแจ้งให้กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น่าจะเป็นการเคลื่อนเพื่อวางกับดักทางการเมืองหรือหาช่องทางจุดเชื้อไฟสร้างสงครามนิติจริยธรรมขึ้นเพื่อให้เป็นประเด็นทางกฎหมายว่านายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำผิดกฎหมาย หรือจริยธรรมเพราะเหตุไม่ตั้งรัฐมนตรีตามที่พรรคพลังประชารัฐมีมติ แต่ไปยอมงูเห่า หรือกลุ่มการเมืองที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่มีเสถียรภาพแทน และการที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยมีมติขับพรรคพลังประชารัฐออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงน่าจะเป็นการหักล้างประเด็นทางกฎหมายหรือจริยธรรมในประเด็นนี้

ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยก็ต้องเดินหน้าสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ร่วมถึงงูเห่าในพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาร่วมงาน โดยเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส ผู้ซึ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับพรรคเพื่อไทย และอาจเป็นปลายทางการย้ายพรรคของ ร.อ.ธรรมนัส ผู้มองเห็นสัจธรรมแห่งการเมืองและเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สอนว่าพรรคการเมืองที่ตั้งมารองรับอำนาจทหารล้วนแล้วแต่มีอันสิ้นไป

Advertisement

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่แต่งตัวรอและรับเอกสารการตรวจสอบประวัติแล้ว ก็น่าจะเป็นไม้ค้ำยันความมั่นคงแข็งแกร่งของรัฐบาล ปรากฏการณ์ลืมประวัติศาสตร์ ลืมว่าเคยกล่าวว่าทำอะไรกับบ้านเมืองไว้บ้าง อุดมการณ์ทางการเมืองที่สร้างสมดุลทางการเมืองก็ถึงคราวสิ้นสุด และแน่นอนว่านี่อาจเป็นภาพจำครั้งสุดท้ายทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสถาบันทางการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากการไม่อยู่บนหลักการ

ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่การเข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จอมหลักการอย่างนายชวน หลีกภัยก็ร่วมกันพาพรรคไปยืนอยู่บนจุดที่บิดเบี้ยวทางอุดมการณ์ประชาธิปไตย และการที่คุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน พาพรรคเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จึงน่าจะเป็นการทำบาปครั้งสุดท้ายต่อพรรคประชาธิปัตย์

และผลจากการตั้งรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง 1 ก็เท่ากับเป็นการผลักให้พรรคพลังประชารัฐไปเป็นฝ่ายค้านทำงานร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นความสุดโต่งทางอุดมการณ์ซ้ายจัดเสรี กับขวาจัดอนุรักษนิยม อันเป็นการยากที่จะร่วมมือกันได้อย่างไร้รอยต่อ ประกอบกับการที่พรรคประชาชนถูกโค่นซ้ำซากก็มาจากฝีมือซีกอนุรักษนิยม ประกอบกับการหาเสียงของพรรคก้าวไกลเดิม ก็มุ่งการโค่นอำนาจ 3 ป. โดยตรง ดังนั้น ในวันที่ต้องร่วมเป็นฝ่ายค้านกับ พล.อ.ประวิตร ก็คงจะยากที่จะลบแผลเป็นในอดีตระหว่างกันและกันได้

ส่วนหน้าตาคณะรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง 1 จะมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลเศรษฐาแน่นอนเพราะการจัดทัพใหม่ในวันที่นายทักษิณ ชินวัตร ถูกปลดเปลื้องพันธนาการมีอำนาจเต็มไม้เต็มมือ การจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีก็ดูเสมือนว่าจะไม่แตะต้องโควต้าของพรรคร่วม เว้นแต่จะไม่ผ่านคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม อย่างไรก็ตามความไม่มีเสถียรภาพหรือขวากหนามทางการเมืองน่าจะกลายเป็นกลุ่ม ป.ประวิตร ที่สุมไฟแค้นแทน ซึ่งแม้จะเสีย ส.ส.ไปให้ ร.อ.ธรรมนัส ชนิดทำให้เป็นภาพบ้านป่าแหว่งก็ตาม

แต่ขุมกำลังระหว่างที่อยู่ในอำนาจยังคงปรากฏให้เห็นในองค์กรอิสระต่างๆ ประกอบกับการได้นักร้องมือดีมาร่วมงาน ก็ล้วนเป็นกับดักสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลได้ เอาเข้าจริงในแง่ศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง 1 ดูจะปรากฏชัดและทรงพลังกว่ารัฐบาลเศรษฐาด้วยซ้ำ

ประกอบกับในวันที่คุณทักษิณไม่ระวังตัวทั้งการพูดจา ทั้งการปรากฏตัว ก็อาจเป็นช่องทางให้มีการร้องในประเด็นการครอบงำพรรคได้ ก็จะทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง 1 ได้

ดังนั้นด้านหน้าฉาก การรักลูกแต่พองามและยืนอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ น่าจะเสริมเสถียรภาพรัฐบาลได้ดีกว่าที่คุณทักษิณทำอยู่ทุกวันนี้ เพราะเสถียรภาพรัฐบาลนอกจากการดุลอำนาจทางการเมืองแล้ว การรักษาเนื้อรักษาตัวจากองค์กรอิสระก็สำคัญไม่แพ้กัน

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สําหรับการจัดตั้ง ครม.ในครั้งนี้เป็นการจัดตั้ง ครม.ที่มีความสับสนวุ่นวาย ปรากฏการณ์ใหม่ๆ หลายเรื่องที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ความขัดแย้งที่เกิดกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพลังประชารัฐ ซึ่งวันนี้เราก็เห็นแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีมติไม่ให้ดึงพรรคพลังประชารัฐมาร่วม ซึ่งตรงนี้เราเห็นปรากฏการณ์มาสักพักแล้ว อันเนื่องมาจากการถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับ 40 ส.ว. ที่ร้องสอยอดีตนายกฯเศรษฐาหรือไม่ ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันนั้น

เพราะฉะนั้นการที่กลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มรัฐบาลครั้งนี้ไม่น่าแปลกใจนัก ความน่าแปลกใจคือเรายังเห็นความพยายามที่จะเข้าไปร่วมรัฐบาล ทั้งการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค การออกแถลงการณ์ แม้กระทั่งการขอเอกสารเพื่อกรอกข้อมูล ตรงนี้ทำให้ภาพของพรรคพลังประชารัฐถือว่าเสียหาย เพราะภาพในทางสังคม จะกลายเป็นขอร่วมรัฐบาล แต่เขาไม่เอา บอกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐมาถึงจุดจบแล้ว

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร ยังไม่หมดเขี้ยวเล็บ เราต้องไม่ลืมว่ากลุ่มนี้สามารถนับย้อนไปถึงรัฐประหารปี’57 ได้ และรัฐธรรมนูญปี’60 ที่เรามีองค์กรอิสระหลายองค์กร ที่ยังถูกตั้งคำถามว่า ยังสามารถมีนักร้อง และใช้องค์กรอิสระ เพื่อจัดการกับรัฐบาลเพื่อไทยได้ และกลุ่มนักร้องดังกล่าว ก็สามารถเชื่อมโยงมาถึงพรรคพลังประชารัฐได้เช่นเดียวกัน ตรงนี้คือข้อกังวล

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐกลุ่มที่แยกเป็นอิสระ อย่างกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ก็ไปร่วมกับรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยได้ ก็ไม่ได้แปลกอะไร อาจจะใช้ชื่อคนอื่นที่เป็นชื่อคนกลางไปเลย อย่างอาจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือเอาน้อง ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งก็เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ก็สามารถที่เอามาร่วมรัฐบาลได้ ก็ไม่ได้แปลกอะไร อันนี้จบในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยเหตุที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจะเอาพรรคพลังประชารัฐมาทั้งพรรคได้ ทำให้เสียงพรรคพลังประชารัฐที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยลง จำเป็นต้องเติมกลุ่มอื่นเข้ามา เลยเกิดชื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามา ตรงนี้มีการตั้งคำถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลได้จริงหรือ ในทางส่วนตัว ผมตั้งคำถามกับการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยว่า ต้องเรียกว่าเป็น น้ำกับน้ำมันŽ

2 พรรคนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แล้วอยู่ดีๆ จะมาก้าวข้ามความขัดแย้งกันอะไรในวันนี้ บาดแผลเก่ายังไม่หาย มีคนบาดเจ็บล้มตาย มีคนเสียชีวิต มีคนต้องไปอยู่ต่างประเทศ มีหลายคนยังต้องถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน อยู่ดีๆ จะให้กลับมาจูบปากกัน แล้วมาร่วมรัฐบาลกัน ผมมองว่าจะลำบาก แม้ว่าเราจะเห็นว่าหลายคนมาจากประชาธิปัตย์ เขาเปลี่ยนชื่อไปอยู่ รวมไทยสร้างชาติ สามารถร่วมรัฐบาลได้ ก็มีปัญหาเหมือนกัน อย่างเช่น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ของรวมไทยสร้างชาติ แต่นี่มาในนามของประชาธิปัตย์ ในนามพรรคการเมืองเลย ผมมองว่าถ้ามาจริงๆ พรรคเพื่อไทย จะมีปัญหาในการทำงาน และมีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมด้วย เพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย คงจะต้องตั้งคำถามอย่างมากว่า การรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ก็มีส่วนในการระดมมวลชนไปเพื่อขับไล่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยรักไทย ในอดีตและหนึ่งในม็อบที่สำคัญที่สุดก็คือ กปปส. ซึ่งทำให้ในอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นจุดที่น่ากังวลถ้า 2 พรรคนี้ อยู่กันได้จริง ก็ทำให้ภาพประชาธิปไตยของประเทศของเรามีปัญหา

เพราะสุดท้ายแล้วความขัดแย้งทางการเมือง คนที่เสียชีวิต คนที่บาดเจ็บล้มตาย คนที่ต้องลี้ภัย คือประชาชน แต่นักการเมือง กลับมาจูบปาก ร่วมรัฐบาลกัน ถ้าเกิดขึ้นจริงผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสารสำหรับคนไทยและคนที่เสียหายจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

การตั้ง ครม.ชุดนี้ ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเศรษฐาเท่าไหร่นัก เพราะว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากหลายขั้วอุดมการณ์ เพราะต้องมาอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีหลายขั้วยิ่งทำให้ไม่สามารถที่จะทำนโยบายที่โดดเด่นและชัดเจนจากพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ทำให้ต้องมีการต่อรองกัน ทำให้ทุกพรรคไม่สามารถโชว์ผลงานที่โดดเด่นของตนเองออกมาได้แบบ 1 ปีที่ผ่านมา ในสมัยของนายกฯเศรษฐาก็จะพบว่าไอเดียหรือสิ่งที่จะทำเต็มไปหมด เป็นสิ่งที่ดีๆ

แต่สุดท้ายแล้ว ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพราะถ้าจะทำอะไรสักอย่าง พรรคร่วมรัฐบาลบางกลุ่มก็จะไม่เห็นด้วย อย่างเช่น การแจกเงินดิจิทัล พอจะทำก็มีหลายกลุ่มไม่เห็นด้วย Entertainment Complex บางกลุ่มก็ไม่เห็นด้วย การยกเลิกการเกณฑ์ทหารบางกลุ่มก็ไม่เห็นด้วย รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ที่เหลืออีก 3 ปี ก็จะออกมาในภาพแบบนี้ ในเชิงการบริหารจะไม่มีอะไรโดดเด่นนัก และยิ่งมี นโยบายที่สุ่มเสี่ยง อย่างเช่นเงินดิจิทัล แจกกันเป็นเงินสดหรือไม่ ถ้าเอาตามวิสัยทัศน์ของอดีตนายกฯทักษิณ จะแจกเงินสดก่อน แล้วปีหน้าจะจ่ายเป็นเงินดิจิทัล จะยิ่งมีปัญหาหรือเปล่า ปัญหาทั้งในเชิงกฎหมายและปัญหาในความชอบธรรม ในการใช้นโยบายที่งบกลางมาแจกกับทุกคน ทั้งที่ งบกลางสามารถนำไปทำดูแลประชาชนในช่วงน้ำท่วม ทำฝายซีเมนต์หรือไปจัดการในเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องวิกฤตในปัจจุบัน มากกว่าที่จะแจกเป็นเงิน 10,000 บาท แล้ว ถ้าแบ่งแจกก็จะไม่เกิดพายุหมุนที่เพื่อไทยต้องการในตอนแรก ตรงนี้ก็ทำให้เห็นว่าอนาคตของรัฐบาลเอาแค่ประคับประคองให้อยู่ได้ครบ 1 ปี หรือ 2 ปีก็ถือว่าวิเศษแล้ว

นายกฯแพทองธาร ยังไม่ได้ฟอร์มรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้แถลงนโยบายเลย โดนไป 2 คดีแล้ว หลังจากนี้ก็คงจะมีเหล่านักร้องเรียงหน้ากันเข้ามาร้องกันอีกเยอะ แทนที่จะได้บริหารรัฐบาล ก็ต้องไปบริหารคดีความกันแทน ทำให้เห็นว่า นี่คือลักษณะของรัฐบาลที่พอผสมข้ามขั้วมากเกินไป สุดท้ายก็เหมือนการชักเย่อกัน ไม่สามารถมีนโยบายที่โดดเด่นชัดเจน เมื่อเทียบกับไทยรักไทยในอดีต ที่ทำกันหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาสามารถจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นแกนนำที่ชนะการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดได้