หน้าแรก การเมือง ณพลเดช หนุนใช...

ณพลเดช หนุนใช้เทคโนโลยี X-Ray ตรวจสินค้านำเข้า-ส่งออก รับไอเดีย ทักษิณ ดันเขตศก.พิเศษ

28.08.24 | 20:13 น.

ณพลเดช หนุน ไอเดีย ทักษิณ ดันเขตศก.พิเศษแนะ ใช้เทคโนโลยี X-Ray ตรวจสินค้านำเข้า-ส่งออก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ด่านพรมแดนแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดร.ณพลเดช มณีลังกา ว่าที่ ส.ว.เชียงราย และคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้าหารือ น.ส.ประภาพรรณ ดวงชัย นายด่านศุลกากรแม่สาย ได้หารือการค้าชายแดน อ.แม่สาย และ อ.ท่าขี้เหล็ก ของพม่า โดยดร.ณพลเดช กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการทำงานของศุลกากร ที่นี่ขยันขันแข็ง แม้พม่ามีสงครามก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจชายแดนได้อย่างคึกคัก แม้จะไม่เท่าเดิม แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ตนมองไปในอนาคต การที่รัฐบาลได้วางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย จะมีการค้าขายที่คึกคักมากกว่านี้ การค้าขายชายแดนของจังหวัดเชียงรายประกอบด้วย 3 ด่าน ประกอบด้วย ด่านแม่สาย ด่านเชียงแสน และด่านเชียงของ จะมีการค้าขายนำเข้าส่งออกที่มีปริมาณมาก โดยเฉพาะการวางโครงสร้างของ One Belt One Road ของจีน ซึ่งจะเชื่อมการคมนาคม ทั้งทางรถไฟ และทางถนน โดยเฉพาะ ถนนสาย R3A และ R3B ตนมองไปในอนาคต บุคคลการของหน่วยงานราชการจะทำงานหนักมากขึ้นด้วยภาระงานนำเข้าส่งออก ที่มากขึ้น ตนเห็นด้วยกับ อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ที่เมื่อวานท่านก็ได้มาที่จังหวัดเชียงราย จากที่ท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ใน Vision for Thailand 2024 มีความตอนหนึ่งถึงการใช้เทคโนโลยี มาช่วยในการตรวจสินค้าเข้าออกประเทศ เช่น เครื่อง X-rays 3D ตนมองว่าอาจใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่หากรัฐบาลลงทุนไม่ไหวตนเห็นว่า ควรให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน ในส่วนเริ่มต้นในสินค้ากลุ่ม Express ซึ่งระเบียบกรมศุลกากร ขณะนี้ก็ได้ให้สิทธิ์เอกชนเข้ามาดำเนินการแล้ว

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย 21 ตำบล ใน 3 อำเภอ ของจังหวัดเชียงราย ได้แก่อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ พื้นที่รวม 1,523.63 ตารางกิโลเมตร หรือ 952,268.75 ไร่ โดยเปิดช่องให้พื้นที่สีเขียวหรือที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมสามารถพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมที่ปลอดมลพิษ เป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเป็นประตูสู่อาเซียน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ และมีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่