ถ้าถามว่า ทำไมการมีชื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ “พรรคเพื่อไทย” จึงกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผู้กระตือรือร้นทางการเมืองหลายคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนเสื้อแดง” จำนวนไม่น้อย ที่ผ่านการต่อสู้ และเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์บาดเจ็บ-ล้มตายของเพื่อนร่วมอุดมการณ์เมื่อปี 2553
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ตรงเรื่องของอารมณ์พยาบาท อาฆาต โกรธแค้น แบบพล็อตละครหลังข่าว
ขณะเดียวกัน อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่อาจถูกลดทอนเป็นเพียงเรื่องของคนที่ไม่รู้จัก “มูฟออน”
ไม่ยอมปล่อยวาง ทว่า มัวยึดติดกับอดีตและไร้เดียงสาจนไม่เข้าใจสภาวะปัจจุบันว่า แกนนำและ ส.ส.ประชาธิปัตย์รุ่นนี้ แทบจะไม่ใช่ “คนประชาธิปัตย์” ในทศวรรษ 2540-2550 อีกแล้ว
แท้จริงแล้ว อารมณ์ไม่พอใจที่ปะทุขึ้น ณ ปี 2567 กลับทำให้พวกเราต้องย้อนกลับไปขบคิดถึง “ความทรงจำ”
ว่าด้วยเหตุการณ์นองเลือดเมื่อกว่าทศวรรษก่อน ในสถานะของ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” (ที่แผล
ยังคง “สด” อยู่) ซึ่ง “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ตามภาษาของ นักประวัติศาสตร์อย่าง ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล
จากคำอธิบายของอาจารย์ธงชัย สภาวะลักลั่นกำกวมและ “แผลสด” ในทางประวัติศาสตร์เช่นนั้น จะสามารถยุติ-ปิดตัวลงได้ ก็ต่อเมื่อมี “ความยุติธรรม” เกิดขึ้น
ตั้งแต่การอธิบายเหตุการณ์ให้กระจ่างว่าใครเป็นคนทำผิด? และทำไมพวกเขาจึงกระทำอย่างนั้น?
ไปจนถึงการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคมไทยว่า ในอนาคตข้างหน้า จะมีคนทำผิดเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ผ่านการลงโทษผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ทำร้ายทำลายชีวิตประชาชน
แต่หากสังคมไทยยังพยายามหลบเลี่ยง ซุกปัญหาไว้ใต้พรม และบังคับให้คนเงียบ จนนำไปสู่กรณี
“ลอยนวลพ้นผิด” ที่คนทำผิดไม่ต้องถูกลงโทษ
ภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” และ “บาดแผลสดทางประวัติศาสตร์” ก็จะดำรงอยู่อย่างเรื้อรังตลอดไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่สิบปี
นี่แหละคือปัจจัยอันส่งผลให้การจับมือกันระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ กลายเป็นสิ่งที่หลายคนทำใจยอมรับได้ยาก
เพราะในระหว่างเหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือดปี 2553 ประชาธิปัตย์นั้นมีสถานะเป็นแกนนำรัฐบาล
(ที่ตั้งขึ้นในค่ายทหาร และฉกฉวยอำนาจอธิปไตยไปจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง)
ส่วนเพื่อไทยคือพรรคฝ่ายค้าน (ที่มีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล) ซึ่งยืนหยัดหลักการประชาธิปไตยอย่างสนิทแนบแน่นกับคนเสื้อแดง ที่มาชุมนุมกันบนท้องถนนใจกลางกรุงเทพฯ แล้วถูกปราบปรามสังหารอย่างโหดเหี้ยม
จังหวะผิดฝาผิดตัวไม่ลงล็อก ณ ปัจจุบัน ก็คือทั้งสองพรรคการเมืองดันจูบปากก้าวข้ามความขัดแย้งกัน ก่อนที่เหตุโศกนาฏกรรมปี 2553 จะได้รับการชำระสะสาง จนนำไปสู่การบังเกิดขึ้นของ “ความยุติธรรม”
ปราปต์ บุนปาน

