หมายเหตุ – รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ มติชน ฉายภาพเศรษฐกิจไทย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึงรัฐบาลใหม่
ฉายภาพเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญปัญหาโตต่ำ
เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน หลังโควิด ไทยโตได้น้อยมาก ถ้าเทียบกับศักยภาพสมัยก่อน บางคนจะบอกว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ 4-5% ต่อปี แต่โดยเฉลี่ย ปัจจุบันโตประมาณ 1-2% และมีบางช่วงคือช่วงโควิดหดตัวลงไปถึง -6% ด้วยซ้ำ
ถ้าดูค่าเฉลี่ย 5 ปี จีดีพีไทยหายไปประมาณ 20% ถ้าจีดีพีเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านล้านบาท เม็ดเงินที่หายไปจากเศรษฐกิจไทยคือประมาณ 3 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีหลุมที่ความมั่งคั่งของเศรษฐกิจไทยได้หายไป เนื่องจากเราโตไม่ได้ตามศักยภาพ
ฉะนั้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้พอที่จะกลับไปอยู่จุดเดิมได้ ก็นำตัวเลขนี้ไปเป็นเกณฑ์ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยตามไม่ทันเศรษฐกิจข้างนอก เพราะว่าเศรษฐกิจข้างนอก มีการพัฒนาอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี สมัยใหม่เยอะ โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และอิเล็กทรอนิกส์ ไทยค่อนข้างจะตามหลังอยู่นาน ประกอบกับปัญหาทางด้านการเมือง และนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูงหายไปเลย ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดตัวชู เพื่อทำให้เศรษฐกิจโตอย่างมีมูลค่า จึงทำให้เม็ดเงินหายไปเยอะ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นตัวหลักตัวหนึ่งของเศรษฐกิจไทย เข้าใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกอยู่เช่นเดิม สัดส่วนคือ ภายนอก 60% และภายใน 40% แต่ส่งออกสมัยก่อนของไทยตัวชูก็คือ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเกษตรยังเป็นรอง ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยฟีบลงไป ยานยนต์ไทยยังผลิตเหมือนเดิม และหลายผู้ผลิตก็ค่อยๆ ปิดไลน์การผลิตลงไป บางรายย้ายฐานผลิตไปที่อื่น ทำให้ฟีบลงไปเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับ อิเล็กทรอนิกส์ยังผลิตเหมือนเดิมเช่นกัน อาทิ ไมโครโปรเซสเซอร์ คอมพิวเตอร์ เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไอทีขั้นสูง หรืออุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะฉะนั้นเลยทำให้จีดีพีของไทยกลับมาโฟกัสในเรื่องท่องเที่ยว การเกษตร อาหาร ไทยแข่งขันได้บ้างไม่ได้บ้าง เลยเหมือนกับว่ามันเตาะแตะๆ ไป
ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังซื้อหด ที่ผ่านมารัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อย ตั้งแต่รัฐบาลที่มีการปฏิวัติ จนถึงปัจจุบันก็ยังกระตุ้นเศรษฐกิจน้อย เลยทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ดังนั้นภาพรวมของเศรษฐกิจนั้นโตได้ แต่โตต่ำ เดินเตาะแตะไป
แต่ในด้านของเศรษฐกิจโลก เชื่อว่าน่าจะกลับเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะเศรษฐกิจโลกมีลักษณะของวัฏจักร (cycle) ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงเศรษฐกิจโลกขาลง เนื่องจากช่วงโควิด ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงของการขึ้นดอกเบี้ยสู้กับเงินเฟ้อ แต่ในตอนนี้ธนาคารกลางของทั่วโลกต่างประสานเสียงกันที่จะลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพราะฉะนั้น การลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป คงจะช่วยให้สภาพคล่องในระบบดีขึ้น ราคาทรัพย์สินต่างๆ จะค่อยๆ ฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินทางการเงิน หรือทรัพย์สินแบบอสังหาริมทรัพย์ จะค่อยๆ ดีขึ้น มีการสะสมสต๊อกของสินค้าต่างๆ ในทั่วโลกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิต การบริการ และน่าจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว
แนวคิดฟื้นฟูประเทศของอดีตนายกฯทักษิณ
หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ดี ถ้าจำไม่ผิดมี 14 ประเด็น เป็นเรื่องที่อยู่ในแผนแม่บทของกระทรวงต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การมีแนวคิดกับการเกิดขึ้นจริง มันคนละเรื่องกัน
แผนแม่บทหลายอันอยู่กับกระทรวง บางอันยังไม่มีการปฏิบัติจริง ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง Net Zero หรือการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ เป็นเรื่องสำคัญอยู่ในกระทรวงพลังงาน แต่การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้จริงนั้นต้องใช้การผลักดันอย่างมหาศาล
การจะกักเก็บคาร์บอนลงไปในใต้หลุมทะเลลึก ทางบริษัทพลังงานอย่างกลุ่ม ปตท.จะต้องลงทุนมหาศาล คิดว่าตอนนี้ ปตท.จะลงทุนตรงนี้อย่างจริงจังหรือเปล่า เพราะการจะเอาคาร์บอนไปเก็บไว้ใต้ทะเลได้ ต้องลงทุนเป็นหมื่นล้านบาท แล้วรัฐบาลจะยอมให้ ปตท.ชะลอหรืองดการนำส่งรายได้ให้กับรัฐบาลได้หลายปีไหม
ดังนั้น หลายเรื่องต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไรถึงจะเกิดขึ้นได้จริง อย่างเรื่องการถมทะเล เป็นเรื่องที่กรมทรัพยากรชายฝั่งเคยไปศึกษาแล้ว แต่ผลการศึกษาไม่ได้ถูกเอามาพูดคุยกัน
เรื่องการกัดเซาะชายฝั่งเองจริงๆ ก็เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย นับตั้งแต่ชายฝั่งของสมุทรปราการยาวไปถึงจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เสียชายฝั่งทุกปีๆ แต่การจะทำเรื่องเหล่านี้ต้องมีการศึกษาผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษาเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปีมากกว่าจะจบ
เพราะฉะนั้นถ้าจะทำเรื่องพวกนี้จริงจัง คิดว่าหน่วยงานที่มีเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว จะต้องขยับเขยื้อน ต้องสะท้อนออกมาในเรื่องของการจัดงบดำเนินการ แต่ถ้าดูปีงบประมาณ 2568 มีเงินใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไหม ถ้าดูจริงๆ ไม่ค่อยมีเท่าไหร่
ดังนั้น แนวคิดในบางเรื่องยังต้องรอ บางเรื่องทำได้เลย เช่น การเสนอขายกองทุนวายุภักษ์เพื่อกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ทำได้ เพราะมีกองทุนวายุภักษ์อยู่แล้ว เพียงแค่ขยายส่วนเพิ่มเติม
ขณะที่เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย คิดว่าทำได้เลยเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีผลการศึกษาแล้ว คำนวณผลการอุดหนุน ผู้เดินรถได้รายได้เท่าเดิม แต่ประชาชนจ่ายเพียงแค่ 20 บาทตลอดปีจะต้องใช้งบเท่าไหร่ ไม่ถึงหมื่นล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า อันนี้ต้องคุยกัน
เราเห็นอยู่แล้วว่าการทำงบประมาณปี 2568 มีการเจียดงบกันสุดๆ ทำให้บางอย่างอยากจะใช้ต้องไปอยู่ที่งบกลาง เพราะว่าเงินส่วนใหญ่ถูกเทไปอยู่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต แต่ถ้าไม่ได้ทำดิจิทัลวอลเล็ต เงินอาจจะเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ ดังนั้นหลายเรื่องทำได้ แต่ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ เพราะงบมีอยู่อย่างจำกัด
อย่างเรื่องของดิจิทัลวอลเล็ต คงต้องดูว่าจริงๆ แนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือ การกระตุ้นผู้ก่อให้เกิดการจ้างงานและการลงทุน แต่ถ้ากระตุ้นเพื่อการอุปโภค บริโภค ก็มีประโยชน์
แต่ว่าในวัฏจักรของระบบเศรษฐกิจการบริโภคอยู่ในตอนท้าย อาจหมุนรอบของเงินได้ไม่มากเท่ากับการกระตุ้นด้วยการจ้างงาน หรือการลงทุน แต่ด้วยรัฐบาลเองเดินหน้ามาขนาดนี้แล้ว คงต้องเป็นแบบนี้ต่อไป
สิ่งที่อยากฝากให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการ
เศรษฐกิจไทยยังมีความล้าหลังเมื่อเทียบกับภูมิภาคและโลก สิ่งที่เป็นปัญหาหลักคือ เราไม่มีแลนด์สเคปในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก อยากเห็นแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและขั้นสูง
หากทำเรื่องนี้แล้ว จะมีมาตรการอื่นๆ ตามมาอีกเยอะแยะเลย เช่น มาตรการส่งเสริมเรื่องของคนที่จะเข้ามาลงทุน มาตรการส่งเสริมการนำเข้าบุคลากร ผู้ชำนาญการจากต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศ เพื่อให้คุณอยากเข้ามาอยู่ ส่งเสริมในเรื่องของภาษี ส่งเสริมในเรื่องของพื้นที่ให้เกิดนิคมอุตสาหกรรม
รวมทั้งอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำอย่างไรเพื่อผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจของเรามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ถ้าเรามีนักลงทุนรายใหญ่หรือรายที่น่าสนใจเข้ามา แม้เพียงแค่รายสองราย จะเป็นพลังแม่เหล็กดึงห่วงโซ่อุปทานเข้ามาได้อีกเยอะ
อีกจุดหนึ่งคือถ้าอยากให้ประเทศแข่งขันได้ ควรพิจารณาควบคู่กันกับเรื่องของทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนแรงงาน ค่าแรง ระบบภาษี ที่ผ่านมารู้อยู่แล้วว่าแข่งขันเรื่องต้นทุนการผลิตได้น้อยลง แต่ประเทศยังมีมาตรการขึ้นค่าแรงอยู่เรื่อยเลย จนกระทั่งวันนี้ค่าแรงของเราแพงกว่าเพื่อนบ้านแล้วผู้ผลิตยานยนต์หนีไปตั้งฐานผลิตที่เพื่อนบ้าน เพราะค่าแรงของเราแพง
คิดว่าปัญหาของเราคือ อย่าไปทำนโยบายที่กัดกินนโยบายสำคัญอื่น อยากให้ประชาชนแฮปปี้ อยากให้มีภาระในการครองชีพน้อยลง อาจต้องไปดูมาตรการอื่นไหม เพราะบางเรื่องอยากให้ประชาชนแฮปปี้แต่ไปสร้างนโยบายไปกัดกินนโยบายอุตสาหกรรม หรือขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมของประเทศ
ในที่สุดแล้วก็ไปขัดแขนขัดขาตัวอื่น เพราะฉะนั้นต้องดูในแง่ขององค์รวม ถ้าสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้ดีเป็นไปตามศักยภาพ ทุกอย่างจะตามมา
ถ้าเกิดเราเติบโตไม่ได้ตามศักยภาพ คนขาดกำลังซื้อ แล้วเราช่วยเขาโดยการแจกเงิน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือเปล่า แก้ปัญหากำลังซื้อด้วยการแจกเงิน ขึ้นค่าแรง คำถามคือ เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดไหม ไม่ใช่การแก้ปัญหาตรงจุด เพราะว่าการแก้ปัญหาตรงจุดต้องทำให้ประเทศผลิตได้มากขึ้น ผลิตได้ราคาดีขึ้น เพื่อจะได้ขยับไปอยู่บนเวที ในตำแหน่งดีขึ้น อันนี้คือการแก้ปัญหาตรงจุด
เหมือนกับเราไปให้เครื่องมือเขาไปทำมาหากิน ให้เขาไปจับปลา ไม่ใช่หาปลาให้ทุกวัน เพราะถ้าเราแค่หาปลาให้เขาก็คงทำได้แค่นี้
ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กับเศรษฐกิจไทย
เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์แน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยเฉพาะ 2 ขั้วอำนาจ คือจีนและสหรัฐอเมริกา จีนเป็นคู่ค้า น่าจะอันดับหนึ่งของไทยส่งออกไปมากที่สุด และในภูมิภาคเอเชียเอง นับเป็นครึ่งหนึ่งของการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตามตอนนี้ไทยมีการเสียดุลการค้ากับจีนอย่างมาก คนจีนมาหากินกับบ้านเราเยอะ
ดังนั้น ไทยต้องเจรจา ถ้าเราเปิดช่องให้เขาเข้ามาทำมาหากินได้มากมาย ควรจะให้เขาเปิดช่องให้เราเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันเราส่งสินค้าไปจีนได้แค่เพียงสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่สินค้าอื่นๆ ยังไม่มีช่องเข้าไปได้เลย นอกจากนี้ยังต้องเจรจาสานต่อเรื่องที่ค้างคา อาทิ โครงการรถไฟไทย-จีน ต่อเนื่อง
ส่วนสหรัฐนั้นมีเรื่องกีดกันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่ใช้แรงงานนอกระบบ หรือเรื่องของการผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูกกีดกันสินค้า
สำหรับปัญหาทุนสีเทา มองว่าเป็นปัญหาการละเลยของการทำหน้าที่ ดังนั้นถ้าไทยมีการเข้มงวดมากขึ้น มีการทำ work permit จะทำให้คนเข้ามาในประเทศถูกต้อง ตามกฎหมาย ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยได้ และร่วมกับประเทศชั้นนำในการช่วยกันสอดส่องการกระทำผิดด้วย
ณ วันนี้ถ้าเราจะขับเคลื่อนประเทศ ไม่สามารถทำทุกอย่างถูกต้องได้ทั้งหมดในทันที แต่เริ่มให้บางส่วนถูกต้องได้กี่เปอร์เซ็นต์ เริ่มจากให้คนเข้าสู่ระบบภาษี ณ วันนี้คนที่ขายของตามพื้นที่สาธารณะทั่วไป มีกลุ่มที่รายได้เกินเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีอยู่อย่างแน่นอน
วันนี้เราบอกว่าไม่มีเงินลงทุน เพราะว่าไม่มีการขยายฐานภาษี ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของไทยยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10% มากี่ปีแล้ว ทุกรัฐบาลขอขยายเวลาเก็บแค่ 7% มาตลอด ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะกลัวประชาชนด่า
ตราบใดถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีเงินจะลงทุนเพียงพอ เพราะว่างบประมาณประจำปีของไทยเป็นงบประมาณประจำเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่งบการใช้หนี้ก็เพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนงบลงทุนมีนิดเดียว ไม่มีเงินเหลือที่จะไปลงทุน แค่ดิจิทัลวอลเล็ตโครงการเดียวเงินก็หมดแล้ว
สุดท้ายนี้ โฉมหน้าของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องรู้เรื่องเศรษฐกิจ มีกรอบการทำงานชัดเจน มีหนี้สาธารณะแบบนี้ กู้ได้เท่านี้ ต้องตั้งงบประมาณแบบนี้
อีกส่วนหนึ่งที่ต้องมาดูจริงๆ คือ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ จะต้องคิดร่วมกันว่าจะต้องมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร
เพราะว่านโยบายของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของการแจกเงินอื่นๆ และการแจกเงินไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจ การแจกเงินคือมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ
ส่วนนโยบายเศรษฐกิจคือ นโยบายที่จะเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ การจะให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างไร จะทำอย่างไรให้ผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระบบ แล้วยอมลงทุน ยอมจ้างงาน ยอมขยายกิจการ
ดังนั้นต้องมีนโยบายที่จะเอื้อให้ผู้เล่นเหล่านี้อยากเล่นต่อ ในระบบเศรษฐกิจที่เราจะไปเก็บภาษีผู้เล่นเหล่านั้น

