‘สาทิตย์’ วิพากษ์ฉ่ำ ปชป.ร่วมรบ.เพื่อไทย ‘การเมืองแบบหักหลังปชช. ข้ามขั้วมั่วซั่วไปหมด’

1.09.24 | 19:56 น.

สาทิตย์ เผย ปชป.ไปร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย เป็นการเหยียบย่ำจิตวิญญาณ กปปส. ที่ร่วมต่อสู้เพื่อ ปชป. ซึ่งตนก็เป็นแกนนำต่อสู้ของ กปปส. แต่หากตนไม่ลาออกจากพรรคไปก่อนหน้านี้ มาถึงวันนี้ก็ต้องลาออก เมื่ออุดมการณ์กับผู้บริหารชุดปัจจุบันไปด้วยกันไม่ได้

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่บ้านวงศ์หนองเตย ถนนเทศบาล 5 ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ส. 7 สมัย ได้เปิดบ้านให้ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเปลี่ยนไปของพรรคประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนมองว่าถ้าเปลี่ยนบางอย่างในพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดเห็นอย่างไร นายสาทิตย์กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มองพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวในขณะนี้ต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้เป็นเพียงพรรคที่มีเสียง 25 เสียงเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก แต่สิ่งที่ในสายตาของตนน่าเป็นห่วงมากคือสถานการณ์การเมืองโดยรวม เพราะตนมองว่าสถานการณ์การเมืองโดยรวมขณะนี้มันเป็นวิกฤตอุดมการณ์ และเป็นการเมืองที่หักหลังประชาชน คำว่าวิกฤตอุดมการณ์ การเมืองที่หักหลังประชาชน หมายความว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการเมืองที่สุจริต การเมืองที่เคารพประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของนักการเมือง แต่ในขณะนี้สถานการณ์การเมืองที่ข้ามขั้วมั่วซั่วไปหมด มันไม่ใช่ การเมืองทุกวันนี้คือการเอาอำนาจและประโยชน์มาเป็นตัวตั้ง เราจะเห็นชัดว่าเป็นวิกฤตอุดมการณ์อย่างไร

1.อุดมการณ์ ที่บอกว่าต้องยึดอุดมการณ์การเมืองที่สุจริต ซึ่งจะต้องเป็นการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตรงไปตรงมา แต่ว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้กลับมาที่ชาวบ้านเรียกกันว่าดีลลับ มันเป็นดีลข้ามขั้ว โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าอยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ กาเมืองที่สุจริต เช่น การที่คนคน หนึ่งถูกศาลพิพากษาที่ต้องติดคุก ต้องเป็นนักโทษ แล้วหนีคดีอยู่ 17 ปี กลับมา มีกระบวนการตั้งแต่ไปต้อนรับ มีผู้มีอำนาจในรัฐบาลไปต้อนรับ มีข้าราชการไปต้อนรับ ไม่ต้องติดคุก หรือเรียกว่า ติดคุกทิพย์ จนกระทั่งหลุดพ้นจากความเป็นนักโทษออกมา อันนี้ตนมองว่าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เป็นการเมืองที่สุจริต และเคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม จะโทษใคร ก็ต้องโทษทุกๆ คนที่ไปเป็นพรรคการเมืองเป็นรัฐบาลในขณะนั้น

ตอนนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ว่าไปเข้าร่วมรัฐบาลสนับสนุนระบอบทักษิณ ตนถามว่าแล้วใครร่วมรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ก็ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ประชาชาติไม่ต้องพูดถึง นั้นมันชัดเจนและก็แนบแน่นกับคุณทักษิณกับคุณพจมาน มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือพรรคการเมืองอื่นที่ประกอบกันมาเป็นรัฐบาล ตนมองว่านั่นมันทำให้วิกฤตการเมืองที่เป็นวิกฤตอุดมการณ์ ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตโปร่งใสตรงไปตรงมา มันถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

Advertisement


2.นอกจากวิกฤตอุดมณ์การณ์แล้วยังเป็นการเมืองที่หักหลังประชาชน เพื่อไทยก็หักหลังประชาชนที่สนับสนุนตัวเอง พรรคเพื่อไทยต่อสู้ในนามฝ่ายค้านตั้งแต่การเมืองปี’62 ถึง ปี’66 ด่าพรรคพลังประชารัฐในขณะนั้นว่าเป็นพรรคที่สืบทอดเผด็จการ สืบทอดอำนาจ จะปิดสวิตช์ 3 ป. โน่นนี่นั่น แล้วสุดท้ายก็ไปล่มหัวจมท้ายกัน มันก็เป็นการเมืองที่หักหลังคนที่สนับสนุนตัวเองมา

ขณะเดียวกันซีกพลังประชารัฐ ซีกรวมไทยสร้างชาติ ซีกภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน ก็บอกว่าต้องยืนอยู่บนการเมืองที่เป็นอุดมการณ์สุจริต ต่องโปร่งใสตรวจสอบได้ ตรงไปตรงมา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม พอสุดท้ายไปร่วมหัวจมท้ายกับฝั่งของพรรคคุณทักษิณ มันก็กลายเป็นการเมืองที่หักหลังคนซึ่งสนับสนุนตัวเองมาเช่นเดียวกัน คือ ต่างฝ่ายต่างหักหลังประชาชนและทรยศอุดมการณ์ประชาธิปไตย แล้วมาจับมือรวมอำนาจ ผลประโยชน์กัน แล้ววันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไป ตนมองว่ามันทีหลัง มันปลายเหตุ แต่พรรคประชาธิปัตย์ต้องโดนหนักกว่าเพื่อน เพราะประชาธิปัตย์เคยเป็นหัวหอกในการเชิดชูอุดมการณ์ทางการเมืองที่สุจริต ประชาธิปไตยเคารพหลักกฎหมาย เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม

แต่ท่าทีประชาธิปัตย์ตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยมา แล้วคนในพรรคประชาธิปัตย์ไปโหวตเห็นด้วยกับเศรษฐาเป็นนายกฯทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ร่วมรัฐบาล มันกลายเป็นฉายาพรรครอเสียบ แล้ววันนี้ทุกอย่างมันก็ชัดขึ้น แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด เป็นการเมืองที่ไม่เคารพนักการเมืองในฐานะอันที่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนกลายเป็นพรรคของเจ้าของพรรค เป็นพรรคของนายทุนพรรค ตนว่าเกือบทุกพรรคหมดแล้วตอนนี้ ถามถึงพรรคเพื่อไทย ใครว่าชาวบ้านเป็นเจ้าของก็คุณทักษิณ พูดถึงพรรคภูมิใจไทย ชาวบ้านจะพูดถึงใครก็พูดถึงคุณเนวิน พูดถึงพรรคพลังประชารัฐเดิมที่พูดถึงใคร พูดถึงลุงป้อม พอลุงป้อมแตกคอกับธรรมนัส มันก็กลายเป็นพรรคของธรรมนัสกับของลุงป้อม พอพูดถึงพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคของใคร ใครก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง คอยดูชื่อใครมาเป็นรัฐมนตรีเที่ยวนี้ ของรวมไทยว่าเป็นไปตามโผหรือไม่ มันก็ยืนยันอะไรบางสิ่งบางอย่าง พอพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ มันไม่ได้พูดถึงสมาชิกพรรคตัดสินใจ แต่พูดถึงเฉลิมชัย เดชอิศม์ที่จับมือกันอย่างนี้เป็นต้น

สิ่งที่ตนเป็นกังวลในตอนนี้ก็คือ การเมืองแบบนี้เป็นการเมืองที่ทำลายหลักการพื้นฐานประชาธิปไตย และในฐานะที่เป็นนักการเมืองคนหนึ่งนะ แม้ว่าเที่ยวนี้ไม่ได้อยู่ในสภา ตนก็ยังติดตามข่าว ตนเองก็มีความรู้สึก ก็มันน่าเศร้าใจนะ ชาวบ้านก็เหมือนกับพูดแหกปากโวยวายวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ด้านนอก และทำอะไรไม่ถูกไปไม่เป็นตอนนี้ พอการเมืองที่ทำวิกฤตอุดมการณ์ หักหลังประชาชน ไม่ฟังเสียงของประชาชนที่เป็นเจ้าของพรรคแท้จริง เอาอำนาจกับผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง สมการนี้ประชาชนถูกทิ้งไป ตัวอย่างรูปธรรมอย่างแท้จริงอย่างเศรษฐกิจที่เห็นได้จริง ทุกอย่างวอดวายไปหมดตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อน คนเดือดร้อน แต่พรรคการเมืองสนุก วิ่งกันฝุ่นตลบเป็นรัฐมนตรี เป็นแล้วชาวบ้านจะดีขึ้นหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ อย่างนี้เป็นต้น ทุกวันนี้ไม่มีใครถามเลยว่านโยบายรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง 1.ที่สลับขั้วกันมั่วซั่วจะทำอะไรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ทุกคนถามว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรี และภายในพรรค โอ้โหวิ่งกันฝุ่นตลบอยากเป็น นี่คือการเมืองที่ทอดทิ้งประชาชน นี่คือการเมืองที่ไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน


เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปร่วมกับเพื่อไทยแล้ววิญญาณผู้เสียชีวิตของ กปปส.ที่ร่วมต่อสู้กันมาจะมีความรู้สึกอย่างไร สาทิตย์กล่าวว่า ตนเคยเป็นแกนนำของ กปปส. อุดมการณ์เป็นอย่างไรตนไม่เคยเปลี่ยน ตนอยู่ตรงนี้ ตนมองว่าตนโชคดี ที่ไม่ได้ไปเป็น ส.ส. เที่ยวนี้ไม่อย่างนั้นทำใจลำบากมาก ถ้าอยู่ในพรรคตนเป็นคนหนึ่งที่จะคัดค้านการร่วมรัฐบาลตั้งแต่ต้น และก็คงไปด้วยกันยากกับผู้บริหารพรรคชุดนี้ และท่าทีตนในสภาตนก็จะเป็นฝ่ายค้านเต็มตัวด้วย ซึ่งก็จะขัดกับผู้บริหารพรรคชุดนี้เช่นเดียวกัน

ตนเป็น กปปส.ที่เคยร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณและก็โดนคดี ที่เพื่อนๆ หลายคนได้ติดคดีอยู่ด้วยกันและต้องติดคุก ต้องถูกตัดสินลงโทษ แม้ว่าตัวเองจะถูกยกฟ้องก็ตาม แต่ถ้าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในอนาคตที่จะใกล้นี้ มันกลายเป็นไปร่วมกับรัฐบาลที่เคยเป็นสิ่งที่ กปปส.เคยไปร่วมสู้กันมา ถามตัวเองนะ ถ้าตนไปร่วมกับเขาด้วย ตนก็ตอบคนที่ต่อสู้กับ กปปส.ตอบลำบากมาก จะอธิบายสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงก็คงลำบาก แต่ในเพื่อนของ กปปส.ที่ร่วมรัฐบาลกับเขา หรือในเพื่อนประชาธิปัตย์ที่ไปร่วมรัฐบาลกับทักษิณ ตนอยากใช้คำว่า “เข้าใจ แต่ไม่เห็นด้วย” เข้าใจว่าคุณต้องไปแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ทางการเมือง หรือคุณคิดว่าเป็นช่องทางที่ดีที่สุดแล้ว ที่คุณจะได้ทำงาน อันนี้เข้าใจ แต่ไม่เห็นด้วย 100%

เมื่อถามว่าคิดว่า รัฐบาลแพทองธาร 1 จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น สาทิตย์กล่าวว่า อันนี้มันคือสิ่งที่คาดเดายากที่สุด พอสถานการณ์การเมืองมันเปลี่ยนสลับขั้วมั่วซั่ว วิกฤตอุดมการณ์หักหลังประชาชนผู้สนับสนุนตนมาตั้งแต่ต้น มันยากมากที่จะคาดเดาว่าการเมืองแบบนี้จะจบอย่างไร ตนกลัวประชาชนจะจบก่อนรัฐบาลด้วยซ้ำไป เพราะมันอยู่กันไม่ได้ แต่ตอบได้ว่าทางการเมือง การเมืองแบบนี้จะเอื้อให้พรรคประชาชนเติบโต เพราะฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าพวกคุณต้องไปสุมหัวกันเพื่อสกัดกั้นพรรคประชาชนคุณคิดผิด ถ้าคุณเดิมตามอุดมการณ์เดินตามประชาธิปไตยที่ต้องโปร่งใส ต้องสุจริต แล้วทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ มีทรยศหักหลังอุดมการณ์หรือประชาชนที่สนับสนุนตัวเองมา ตนมองว่าชาวบ้านยังมีตัวเลือก แต่ทำแบบนี้มันเป็นการบีบให้ชาวบ้านมีตัวเลือกที่น้อยลง เพราะฉะนั้นการเมืองที่เอื้อให้พรรคประชาชนเขาเติบโตมันก็จะขึ้นอยู่กับว่าพรรคประชาชนเขาจะกำหนดท่าที นโยบายหรืออุดมการณ์อย่างไร ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาเกิดมีการประกาศนโยบายในที่ชาวบ้านทั่วประเทศมองว่ามันใช่ ตนมองว่าคนพร้อมเสี่ยงที่จะไปกับเขา

เมื่อถามว่ามองอนาคตทางการเมืองอย่างไร สาทิตย์กล่าวว่า ตอนนี้ก็คือ เฝ้าดูก่อน แล้วก็สอบถามตัวเองว่าอุดมการณ์ตัวเองเป็นอย่างไร ซึ่งตัวเองมองว่าตัวเองยังมีความชัดเจนเรื่องอุดมการณ์ของตนอยู่ และก็ยังพูดคุยกับเพื่อนอุดมการณ์อีกหลายคน เช่น คุณอภิสิทธิ์ พบกันบ่อย วันที่ 9 กันยายน ตนมีงานของตระกูลคุณอภิสิทธิ์ก็มาร่วมงานนี้ด้วย ตนเองก็เชิญท่านชวนด้วยในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ และก็ยังมีเพื่อนๆ มาอีกหลายคน เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดและก็ประเมินกันอยู่ว่าเราจะกำหนดทิศทางของตัวเองในอนาคตอย่างไร แต่ว่าตอนนี้ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะว่าจริงๆ แล้วการตั้งรัฐบาลแพทองธาร 1.ยังไม่จบ ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการที่เป็นทางการ