หน้าแรก การเมือง พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

3.09.24 | 13:10 น.

สัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมาวลีที่ว่า “อะไรที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น” หรือข้อความทำนองนี้ดูจะมีการพูดถึงกันบ่อย ในทางการเมือง

หลายคนแปลกใจ หลายคนสะใจ หรือหลายคนกำลังพยายามเข้าใจและหาที่ทาง กับจัดการความรู้สึกของตัวเองกันอยู่

สำหรับผมแล้วคิดว่านี่คือจุดทดสอบที่สำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมการเมืองไทยว่าเราจะก้าวไปสู่สถานการณ์ใหม่ได้อย่างไร

ท่ามกลางตัวแสดงทั้งเก่าทั้งใหม่ที่มีบทบาทในตอนนี้

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมเฉยๆ กับสิ่งเหล่านี้มาก แต่ก็เข้าใจว่าหลายคนรู้สึกสับสน ตกใจ หรือแม้กระทั่งมองเป็นโอกาสที่จะทำมาหากินกับเรื่องราวเหล่านี้ได้ต่อไป เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นกระแสไปอีกพักใหญ่ หรืออาจจะไม่มีที่สิ้นสุด

Advertisement

หลายปีก่อนผมเคยใช้คำหนึ่งในการบรรยายให้ต่างชาติเข้าใจการเมืองไทยในช่วงนั้น ว่าเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ “หลุดจากระบบสุริยะจักรวาลไปแล้ว” หรือ uncharted territory ในความหมายว่าสิ่งที่เกิดยังไม่มีใครรู้ เพราะมันหลุดจากพื้นที่ที่เราคุ้นเคย และเคยสำรวจไปแล้ว

เรื่องวันนี้ก็คงจะเป็นแบบเดียวกันนั่นแหละครับ

แต่ถ้าจะพูดให้มันง่ายๆ หน่อย ก็คงจะตกใจว่าการข้ามขั้วย้ายข้างนั้นมันไปไกลกว่าที่คิดกัน วิจารณ์กัน แก้ต่างกัน เมื่อปีที่แล้ว จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “นววิถี” หรือ new normal กันไปแล้ว

คนส่วนใหญ่กลับมองว่า ใช่สิ ใครๆ ก็อยากเป็นรัฐบาลนั่นแหละ

ไม่ได้นำก็ขอให้ได้ร่วม

ขนาดก้าวไกลเดิมก็ยังประกาศตั้งรัฐบาลเลย

ทุกคนชอบอ้างว่า เพราะว่าเป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง

เอาให้หล่อก็คือ ไม่สามารถช่วยประชาชนในพื้นที่ได้

ตรงนี้ไม่มีใครปฏิเสธหรอกครับ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับกลายเป็นว่า ทำไมรอบนี้ความรู้สึกอยากเป็นรัฐบาลมันถึงได้รุนแรงขนาดนี้

เรียกว่าไม่ต้องสนอะไรกันแล้ว ทวงกันตรงๆ

ทวงผ่านป้าย

ทวงผ่านแถลงข่าว

และพร้อมจะสร้างเหตุผลมากมายในการเข้าร่วมและชวนเข้าร่วม

สำหรับผมแน่นอนว่าที่ผ่านมาฝ่ายค้านหลายกลุ่มก็เคยถูกวิจารณ์ว่าอยากเป็นรัฐบาล

แต่ถึงขนาดถล่มกันเองในพรรคขนาดนี้มากกว่าหนึ่งพรรค แล้วไม่สนอะไรเลยขนาดนี้

มันต้องสะท้อนแล้วว่า อะไรทำให้ความรู้สึกว่าต้องเข้าร่วมให้ได้ในตอนนี้มันรุนแรงขนาดนี้

เอาตรงๆ ผมไม่เชื่อว่าทั้งหมดทั้งปวงเกิดจากการกลัวพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึงขั้นพวกเขารวมกันแล้วจะแพ้ในอีกสามปีข้างหน้า

พวกเขากลัวอะไรกันขนาดที่จะต้องรีบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลกันขนาดนี้

ถึงขั้นที่ไม่ต้องอ้างอิงเงื่อนไขรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นวาทกรรมใหญ่ที่นักการเมืองพยายามสร้างขึ้นมาหลายทศวรรษและยังไม่เคยทรงพลังมาก่อน

ฝากไว้ให้คิดครับ

ในอีกด้านหนึ่ง เราคงจะต้องเข้าใจแหละครับ ว่าการเป็นฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องที่แสนจะอุดมคติ

อย่างในอดีตมีคำขำที่มักจะแซวกันว่า การเมืองไทยไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายแค้น กับฝ่ายที่รอร่วมรัฐบาล

สำหรับผมอย่าโทษฝ่ายค้านทั้งหมด เพราะโครงสร้างรัฐของไทยมันไม่เอื้อให้ฝ่ายค้านทำงานได้สักเท่าไหร่

พูดอีกอย่างคือ ระบบประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น และไม่แข็งแรง ไม่เป็นคุณกับฝ่ายค้านเท่าไหร่

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องเห็นใจฝ่ายค้านเช่นกัน

แต่มาเริ่มเรื่องบทบาทของฝ่ายค้านในรัฐสภาของระบอบประชาธิปไตยแบบตั้งมั่นก่อน

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ฝ่ายค้านโดยหลักการของประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ซึ่งประชาธิปไตยคือ กฎกติกาเดียว และการแข่งขันเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

ฝ่ายค้านก็จะมีศักดิ์ศรีของตัวเองมาก เพราะเขารอโอกาสที่จะเป็นรัฐบาล โดยที่จะต้องนำเสนอความเป็นไปได้ในทางเลือกของการเป็นรัฐบาล ให้ประชาชนมีความหวังว่าจะเลือกในครั้งหน้า หรือมีไว้เปรียบเทียบ

นอกจากนี้ ยังต้องทำหน้าที่ที่ชัดเจนในรัฐสภา ทั้งตรวจสอบในการอภิปราย และจะต้องเข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการ

ทั้งหมดคืออุดมคติที่เป็นจริงในหลายประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งความเป็นจริงคือ ฝ่ายค้านไม่ได้ทำงานง่ายในประชาธิปไตยที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เราจะเห็นว่าฝ่ายค้านที่พยายามมีคุณภาพมักจะโดนจัดการจากระบอบการเมืองบ่อยๆ

แน่นอนว่าระบอบเผด็จการไม่มีที่ยืนให้ฝ่ายค้าน และฝ่ายนักการเมืองทั้งหมด

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงระบอบเผด็จการที่กลายตัว หรือประชาธิปไตยที่เสื่อมคุณภาพคือ ฝ่ายกุมอำนาจนั้นพยายามสร้างความได้เปรียบก็จะพบว่าฝ่ายค้านถูกกระทำมากที่สุด

และโครงสร้างรัฐที่รวมอำนาจ การไม่ได้กุมอำนาจการเมืองมีผลมาก เพราะผลประโยชน์
ระยะสั้นในนามของการจัดการพื้นที่ตัวเองนั้นย่อมจะน้อยกว่าถ้าไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล (ถามว่าบางประเทศเรื่องนี้เขาแก้อย่างไร เขาแก้โดยการที่ฝ่ายค้านต้องตั้งเครือข่ายตามประกบและตรวจสอบพื้นที่ ให้คนรู้สึกพึ่งพา และร้องเรียนได้ อย่าโทษแต่โครงสร้าง และคู่แข่ง เพราะการเป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีอำนาจ ก็เป็นโอกาสที่จะเข้าถึงประชาชนโดยการไปปักหลักในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่ชั่วครั้งชั่วคราว)

แต่โดยภาพรวมแล้ว ฝ่ายค้านมักจะโดนกระทำร่วมกับสื่อในสังคมประชาธิปไตยพร่องคุณภาพ

น่าแปลกที่สิ่งที่เราเผชิญอยู่กลายเป็นว่า ฝ่ายค้านโดนกระทำ แต่สื่อยังเฟื่องฟู

นี่เป็นสิ่งที่แปลกออกไป น่าตั้งคำถาม เพราะเอาจริงกฎหมายที่กดสื่อนั้นยังทำงานได้ดี

นับตั้งแต่การวางรากฐาน พ.ร.บ.คอมฯเอาไว้

ใครว่าสื่อออนไลน์มีเสรีภาพ แต่เอาจริงระบอบแห่งความหวาดกลัวของการเซ็นเซอร์ตัวเองอาจกำลังทำงานอยู่อย่างเข้มข้น

แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

สื่อก็คือสื่อ

มีแหลม มีแพลมมาบ้าง แต่ไม่เป็นระบบ

คาดเดาไม่ได้ทั้งหมด

แต่ปลอดภัยไว้ก่อน

เพียงแต่ว่าสื่อวันนี้นั้นหลากหลายมาก และมีบ้างก็แหลมกว่าคนอื่น

เหนือสิ่งอื่นใด ระบอบการเมืองไม่ว่าระบอบใดก็ตาม ก็ยังอ้างประชาชน

การอ้างประชาชนคือหัวใจของการสร้างความชอบธรรม

อย่าเที่ยวไปวิจารณ์แบบม้วนเดียวจบว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรม เพราะว่าความชอบธรรมนั้นสร้างได้

และเสื่อมถอยได้

ไม่ใช่สิ่งตายตัว

ตอนนี้ผมคิดว่า ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านก็ต้องวิ่งหาประชาชนทั้งนั้น

เป็นธรรมดา เพียงแต่ความได้เปรียบ เสียเปรียบอาจไม่ค่อยเท่ากัน

จากวันนี้ เรายังต้องเผชิญเรื่องราวที่วุ่นวายอีกมาก

พูดให้สนุก ผมกลับคิดว่า ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนนั้นเสี่ยงมาก เพราะอาจจะทำงานหนักกว่าเดิม แต่ก็เจอคดีจ่ออยู่

ส่วนพรรคที่เขาไม่เอาแล้วถูกผลักมาเป็นฝ่ายค้านนั่นแหละ คือการลุ้นว่าจะหงายไพ่แบบไหน

ถ้าไม่เผาผีกันจริงๆ

เพียงแต่พลังประชารัฐส่วนที่มานี้อาจจะมีฐานมวลชนน้อยไปหน่อย แต่ฐานเครือข่ายภายในระบอบเก่ายังคงอยู่

แต่ไม่ต้องพ่วงเรื่องเกมกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการออกกฎหมาย แต่เป็นเรื่องพวกคุณสมบัติ และเทคนิคทางกฎหมายอื่นๆ

อย่าลืมว่าในการก้าวสู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ของเพื่อไทยในยุค “ครอบครองไม่ใช่ครอบงำ” นี้ การบรรลุถึงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในรอบนี้ อาจจะนำไปสู่การต้องเขย่า และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายหลายประการ

กฎหมายเมืองไทยไม่ได้เปลี่ยนได้ง่ายๆ แค่เรื่องคุณสมบัติการเป็น ครม.รอบใหม่นี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว

เรื่องเงินดิจิทัลเอง ก็ต้องปรับเปลี่ยน

การมุ่งหมายจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจรอบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

มีคนร่วมรัฐบาลเพิ่มขึ้น ทวง และงอนที่ยังไม่ได้ร่วมรัฐบาล นั่นคือเกมการเมืองระยะสั้น

ระยะยาวคือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มุ่งหวังไว้นั้นย่อมกระทบกับโครงสร้างการเมืองและกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และกระเทือนกับอีกหลายเรื่องร้อยแปดที่ยังคาดไม่ถึงก็อาจเป็นไปได้