กสม. ชงแก้กฎ ก.ตร. เรื่องลักษณะต้องห้ามเป็นตำรวจ ย้ำต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี
เมื่อวันที่ 6 กันยายน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม.ได้มีมติหยิบยกกรณีกฎ ก.ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่ากฎ ก.ตร.ดังกล่าวได้กำหนดคุณสมบัติบางประการตามบัญชีโรค หรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย หรือสุขภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 27 วรรคสาม
ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2562 กสม.เคยมีรายงานผลการตรวจสอบที่ 413/2562 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 วินิจฉัยประเด็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีตามกฎ ก.ตร.ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และได้มีข้อเสนอแนะให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และโรงพยาบาลตำรวจ ปรับปรุงแก้ไขแนวทางการตีความคำว่า “โรคเอดส์” และการติดเชื้อเอชไอวีในกฎ ก.ตร. รวมถึงปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน
แต่ ตร.และ ครม.ไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกำหนดคุณสมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับสมรรถภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคห้า ได้ให้อำนาจในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรมของทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ ต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติยังได้ออกกฎ ก.ตร.ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 (กฎ ก.ตร.2566) โดยยังคงกำหนดให้โรคเอดส์และ/หรือการติดเชื้อเอชไอวีเป็นโรคหรืออาการที่เป็นลักษณะต้องห้ามในการเข้าเป็นข้าราชการตำรวจ กสม.จึงมีมติหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นพิจารณาเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ
น.ส.สุภัทรากล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการศึกษาวิธีปฏิบัติทางสากลของประเทศต่างๆ พบว่า ปัจจุบันหากผู้ติดเชื้อเอชไอวีกินยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง จนสามารถควบคุมเชื้อไวรัสเอชไอวีให้มีค่า CD4 ในเกณฑ์ที่ได้มาตรฐาน กระทั่งกดเชื้อไวรัสเอชไอวีให้อยู่ในจุดที่ไม่สามารถตรวจจับหาเชื้อ หรือ “Undetectable” ได้ บุคคลผู้นั้นจะไม่แพร่เชื้อ (Untransmittable) และสามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนกับคนที่ไม่ติดเชื้อ ทั้งการทำงาน การเรียน และมีอายุยืนยาว หรือเรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable หรือไม่เจอ=ไม่แพร่) อีกทั้งแนวปฏิบัติใหม่ขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับการยับยั้งการแพร่ไวรัสเอชไอวีในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของปัจเจกชนและลดการแพร่เชื้อ
เมื่อปี 2566 ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์นิยามของคำว่า “Undetectable” ในทางการแพทย์ว่า หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในชุดทดสอบ จะมีความเสี่ยงเท่ากับร้อยละศูนย์ที่จะส่งต่อไวรัสเอชไอวีให้แก่คู่นอน รวมถึงมีความเสี่ยงต่ำมากที่จะส่งต่อไวรัสเอชไอวีให้แก่บุตรทางน้ำนม หรือแม้แต่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีเชื้อไวรัสอยู่ระดับที่ “Suppressed” (มีการตรวจพบไวรัสเอชไอวีในเลือด แต่อยู่ระดับที่เท่ากับหรือต่ำกว่า 1,000 ตัว/มิลลิลิตร) ยังมีความเสี่ยงต่ำมากที่จะถ่ายทอดไวรัสเอชไอวีให้แก่คู่นอนหรือบุตรทางน้ำนมเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า หากผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้กินยาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่อยู่ในภาวะ U=U แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำที่จะแพร่เชื้อเอชไอวีให้แก่ผู้อื่น ซึ่งปัจจุบันในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่เป็นการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยนำหลักการดังกล่าวมาพัฒนาเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎการรับสมัครบุคลากรเข้าร่วมกองทัพหรือการเป็นตำรวจ
น.ส.สุภัทรากล่าวต่อว่า กสม.จึงเห็นว่า แม้การจำกัดสิทธิของบุคคลไม่ให้เข้ารับราชการตำรวจเพราะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจถูกยกเว้นได้ตามมาตรา 27 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุของสมรรถภาพการเป็นข้าราชการตำรวจ ตามนัยที่ปรากฏในแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ปฏิบัติต่อข้าราชการที่ติดเชื้อเอชไอวี จะเห็นได้ว่า ตร.ไม่ได้นำประเด็นสมรรถภาพมาใช้พิจารณาในการสลับสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือพิจารณาให้ออกจากราชการแต่อย่างใด ย่อมแสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะวินัยตามที่ได้กล่าวอ้าง ตลอดจนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติทางต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังก็แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางกาย หรือสุขภาพอย่างมีนัยยะสำคัญ
น.ส.สุภัทรากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กสม.เห็นว่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ รวมทั้งต้องไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ การนำเหตุแห่งการจำกัดสิทธิมาใช้จึงต้องมีเหตุผลที่มากเพียงพอและหลีกเลี่ยงมิได้ แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงอันอาจทำให้เปลี่ยนแปลงเหตุแห่งการจำกัดสิทธิและเสรีภาพนั้น ก็ต้องนำเหตุดังกล่าวมาพิจารณาใหม่ด้วย ดังนั้น การเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันจึงไม่อาจนำมากำหนดเป็นข้อยกเว้นของการเลือกปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคห้า นอกจากนี้ การที่หน่วยงานราชการนำเหตุแห่งสมรรถภาพมาใช้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล อันก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งสุขภาพ หรือสภาพร่างกาย และไม่นำปัจจัยอื่นมาพิจารณาประกอบกัน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดกฎหมายกลางในการคุ้มครองบุคคลจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุต่างๆ ด้วย
“ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงเห็นควรให้มีข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ พิจารณายกเลิกคำว่าโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในบัญชีโรค อาการ ภาวะอื่นใด หรือมีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามข้อ 2 (14) แนบท้ายกฎ ก.ตร.ฯ รวมทั้งห้ามมิให้มีการกำหนดนโยบายโยกย้ายข้าราชการตำรวจผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือมีการสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการ หรือไล่ออกจากราชการ ด้วยเหตุแห่งการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับปรุงกฎ ก.ตร.2566 รวมไปถึงบัญชีโรค อาการ ภาวะอื่นใด หรือมีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามข้อ 2 (14) แนบท้ายกฎ ก.ตร.ฯ ให้สอดคล้องกัน ตลอดจนให้เร่งพิจารณาลงนามรับรองกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ฉบับของประชาชน เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีเร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … ที่จัดทำโดยกระทรวงยุติธรรม เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภา ทั้งนี้ ให้มีเนื้อหาครอบคลุมถึงประเด็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสุขภาพและการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วย”

