หน้าแรก การเมือง อาจารย์ ย้อนอ...

อาจารย์ ย้อนอดีตโมเดลพปชร. 1 พรรค 2 ระบบ ชี้กม.คัดตัวจริงออก ทำการเมืองถดถอย

6.09.24 | 18:37 น.

“ยุทธพร” มอง พปชร.ใช้ระบบ 1 พรรค 2 ระบบ เห็นภาพขัดแย้งชัดเจน ชี้ การคัดตัวจริงออก ทำการเมืองไทยถดถอยกว่าเดิม 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2567 ที่หอประชุมใหญ่บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ แจ้งวัฒนะ นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดเก่าแจ้งลาออกโดยตรงกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือว่าผิดกฎหมายการเมืองหรือไม่ ว่า การตัดสินใจลาออกของกรรมการบริหารพรรคต่างๆ สามารถแจ้งกับนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ แต่เป็นการข้ามขั้นตอน โดยมารยาทจะต้องแจ้งกับพรรคที่ตนเองสังกัด หลังจากนั้นเมื่อพรรครับทราบแล้วจึงต้องแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ กกต.เป็นลำดับถัดไป แต่ว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ไม่ถือว่าขัดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชารัฐได้มีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เป็นการเซตซีโร่ใช่หรือไม่ นายยุทธพรกล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตัดสินใจลาออกตามข้อบังคับของพรรคพลังประชารัฐ ก็จะเป็นการเซตซีโร่กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ทำให้เกิดการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนั้น หลังจากนี้เราจะเห็นปรากฏการณ์ 1 พรรค 2 ระบบ ในพรรคพลังประชารัฐชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่ ส.ส.ส่วนหนึ่งสนับสนุนรัฐบาลในนามบุคคล ซึ่งระบบรัฐสภาทำได้ เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาต้องสร้างความสมดุลสองส่วน คือ ความเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง กับความเป็นตัวแทนของประชาชน ต้องมีการให้น้ำหนักทั้งสองด้าน บางเรื่องกำหนดให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ลงมติโดยอิสระ หรือฟรีโหวต เช่น การเลือกนายกฯ แต่บางเรื่องต้องถูกกำกับโดยมติพรรคการเมือง เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนพรรค จึงไม่สามารถเทใจด้านใดด้านหนึ่งได้ ซึ่ง 1 พรรค 2 ระบบ เคยเกิดขึ้นในอดีตสมัยพรรคประชากรไทย มี ส.ส.ส่วนหนึ่งสนับสนุนรัฐบาลนายชวน หลีกภัย แต่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ไม่พอใจออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ส.ส.เหล่านี้เปรียบเหมือนงูเห่า นี่คือที่มาของงูเห่าทางการเมือง ดังนั้น ปรากฏการณ์ 1 พรรค 2 ระบบ ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก

เมื่อถามว่าการสืบทอดอำนาจทางครอบครัวในทางการเมืองไทย ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับลักษณะพื้นฐานทางวัฒนธรรมการเมืองในเอเชีย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า เราพยายามจะใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง ซึ่งเป็นตัวเร่งในการทำปฏิกิริยาทำให้เรื่องของลักษณะทายาททางการเมือง ตระกูลทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาทดแทนการเมืองแบบตัวจริง เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเมืองไทยเป็นลักษณะการคัดตัวจริงออก เราอาจมองว่า ท้ายที่สุดเป็นการคัดกรองเพื่อให้ได้ตัวจริง ได้นักการเมืองที่มีความสามารถ มีคุณภาพ ปลอดภาวะระบบอุปถัมภ์และตระกูลการเมือง แต่ตนมองตรงข้ามว่าท้ายที่สุดแล้วการเมืองแบบคัดออกทำให้การเมืองไทยแย่และถดถอยมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม