“วัฒนา” ชี้ปรองดองไม่เกิด หากผู้นำไม่เข้าใจ แจงไม่ร่วมพูดคุย ตามคำเชิญคณะกรรมการ
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณปั๊ม ปตท.สนามเสือป่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องที่ทางคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าให้ความคิดเห็นในวันที่ 8 มีนาคมว่า ตนคงไม่ได้เข้าไปกับพรรค แต่ตนมองว่า จากการศึกษาในข้อเสนอเเนวทางในการสร้างความปรองดอง ควรจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพราะคำว่าปรองดองไม่ใช่เพียงแค่แยกนักเรียนช่างกลที่ตีกันมาจับมือกัน ทำเอ็มโอยู แต่รายละเอียดเยอะกว่านั้น ทางพรรคเพื่อไทยคงมาด้วยข้อเสนอ ซึ่งทางคณะกรรมการของพรรคมาสรุปให้ฟัง ตนจึงไม่อยากมา เพราะไม่อยากให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ หากตนเข้าไปคงเป็นการทำลายบรรยากาศมากกว่า ตนมีความเชื่อว่าทุกคนอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่วิธีการที่ทำจะนำไปสู่ความสงบที่ยั่งยืนหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะคำว่าปรองดองหมายถึงการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ให้คนคิดไม่เหมือนกันอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ก็ต้องมีการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันใหม่ ซึ่งขณะนี้กติกาในการอยู่ร่วมกันคือรัฐธรรมนูญได้ถูกร่างขึ้นมาแล้ว และตนมองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะความขัดแย้งมาจากการเมือง จะเห็นได้ว่าในระหว่างการทำประชามติก็เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้คนเห็นต่างแสดงความเห็น ตนถูกขังเพราะเเสดงความเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ตนขอพูดเลยว่า บั้นปลายของรัฐธรรมนูญไม่เกิดความปรองดองแน่นอน เว้นแต่คนที่มีอำนาจเข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง แต่เท่าที่คนฟังผู้ที่มีอำนาจพูดนั้นไม่เข้าใจคำว่าปรองดอง คำพูดที่ทำให้ตนรู้ว่าผู้มีอำนาจไม่เข้าใจนั้น คือทหารไม่ใช่ผู้ขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ผู้ที่เป็นคู่กรณีต้องได้รับการให้เกียรติ
“ใครก็แล้วแต่ที่เขามีความเชื่อด้านการเมือง ยอมเสียสละความเป็นส่วนตัว เข้ามาต่อสู้เพื่อความเชื่อของเขา คนคนนั้นก็เป็นคนที่มีอุดมการณ์ เช่น ม็อบสีเสื้อต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแล้วเชื่อว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น หรือทหารที่เข้ามาปฏิวัติ เขาก็มีความเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองดีและสงบขึ้น ทุกคนเข้ามาด้วยเจตนาที่ดี แต่วิธีการจะถูกต้องหรือไม่ ต้องมาคุยกัน แล้วการที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แสดงว่ายังไม่เข้าใจบริบทของคำว่าปรองดอง” นายวัฒนากล่าว
นายวัฒนากล่าวต่อว่า ความปรองดองไม่ได้แปลว่าทำให้คนรักกัน ในโลกนี้ไม่มีเครื่องมือที่ทำให้คนรักกันแต่มีเครื่องมือที่ทำให้คนที่คิดไม่เหมือนกันอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นั่นคือประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรม เพราะเรื่องดังกล่าวมีเส้นของความถูกต้องขีดเอาไว้ คนเราหันหลังให้ความถูกต้อง ต่างคนต่างไม่กลัว ถ้าถามตนว่ากลัวทหารไหม ตนไม่กลัว และมาด้วยไมตรีจิตที่ดี เขายื่นมือมา ตนก็ต้องยื่นมือไปจับด้วยมารยาท ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาไม่ใช่ความถูกต้อง เราก็ไม่ยอม ดังนั้นกติกาที่อยู่ร่วมกัน เราต้องร่วมกันกำหนด ถ้าให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เขาจะยอมรับมากกว่านี้ นี่คือหัวใจของความปรองดอง แต่นี่กติกาถูกร่างขึ้นแล้วแต่ไม่รับฟังความเห็นต่างเลย จะมีประโยชน์อะไร

