หน้าแรก การเมือง พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ความไว้วางใจต่อรัฐบาล

10.09.24 | 13:20 น.

ความไว้วางใจของประชาชนที่ต่อรัฐบาล หรือความเชื่อมั่นในรัฐบาล (public trust in government) เป็นหนึ่งในหัวข้อใหญ่ที่มีการพูดถึงอย่างมากในฐานะตัวชี้วัดทางการเมือง โดยเฉพาะประชาธิปไตยในระดับโลก

แต่ก็เป็นเรื่องที่อาจไม่ได้เข้าทางพอเหมาะพอเจาะกับบ้านเรามากนัก ถ้าใช้ตัวชี้วัดเดิมๆ ที่เขาใช้กันในประเทศตะวันตก หรือประเทศที่ประชาธิปไตยเขาตั้งมั่นกว่าเรา

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ ในเมืองไทยมักจะมองประเด็นเรื่องความไว้วางใจต่อรัฐบาลในแง่ของหลักคิดที่นามธรรมกว่านี้ เช่นมองไปที่เรื่อง “ความชอบธรรม” (legitimacy) ที่อาจจะวัดได้ยาก และขึ้นอยู่กับการตีความและอธิบายของคนพูด หรือผู้วิจารณ์การเมือง ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็อาจจะเห็นแย้ง หรือไม่รับฟังกันไปเลย

หรือในมุมของสื่อก็มักจะไปให้ความสนใจเรื่องนี้ในการหาฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลมาให้ความเห็นตามหลักการเขียนข่าวที่จะต้องมีคู่ความเห็นที่ตรงข้ามมาสร้างความสมดุลในข่าว

มากกว่านั้น ส่วนเรื่องของความไว้วางใจต่อรัฐบาล ก็อาจจะมองเป็นเรื่องของเกมการเมือง เช่นรอการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เป็นทางการในรัฐสภาที่ฝ่ายค้านจะเป็นเจ้าภาพใหญ่ ซึ่งก็เต็มไปด้วยข้อกำหนดว่าจะจัดได้หนึ่งครั้งต่อสมัยประชุม ในกรณีที่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติได้ และโดยเกมการเมืองแบบนี้อาจจะลดทอนความไว้วางใจต่อรัฐบาลได้บ้าง แต่ด้วยจำนวนของ ส.ส.ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ทำให้เกิดแรงสะเทือนหรือสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ทั้งหมด

Advertisement

แต่ถ้าจะต้องพูดไปถึงเรื่องของการชุมนุมประท้วง ส่วนหนึ่งก็เพราะกลไกในระบบมันไม่เปิดให้นำเสนอความไม่ไว้วางใจมากกว่านั้น อาจจะมีกระทู้ถามบ้าง ก็ขึ้นว่าจะมาลงข่าวไหม

อีกด้านหนึ่งที่แสดงออกซึ่งความไว้วางใจ ที่ใกล้กับความเชื่อมั่นที่สุดก็คือเวลาสื่อไปสัมภาษณ์พวกตัวแทนนักธุรกิจชั้นนำ พวกหอการค้า สภาอุตสาหกรรม แต่การสัมภาษณ์ดังกล่าวก็มักจะมีตามฤดูกาลมากกว่า เช่นช่วงตั้งรัฐบาล หรือเมื่อบ้านเมืองเกิดการตั้งคำถามบ้างในบางเวลา แต่ทั้งนี้ความสนใจของชุมชนนักธุรกิจก็อาจไม่ใช่ประชาชนทั้งหมด

นอกจากนี้ความเชื่อมั่น ไว้วางใจต่อรัฐบาลก็อาจจะมาจากการวัดความเห็นของประชาชนผ่านมติมหาชนผ่านโพลหรือแบบสอบถาม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคำถาม และตัวมรรควิธีในการวิจัย ซึ่งหลายครั้งคนก็สงสัยว่าทำไมไม่เคยมาถาม (ตรู) บ้าง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็มีอีกแนวทางหนึ่งที่พอจะวัดเรื่องความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลแบบที่ไม่ได้ซับซ้อนหรือถกเถียงกันขนาดนั้น แต่ก่อนจะไปถึงส่วนนั้น อยากจะบอกว่าเรื่องของความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนั้น มันอาจจะดูลงตัวหน่อยในประเทศที่มีประชาธิปไตยตั้งมั่น

คือต่อให้ไม่วางใจรัฐบาล ก็ยังไว้ใจระบบการเมือง หมายความว่าอาจจะรอเลือกตั้งใหม่ ซึ่งบางประเทศก็ไม่ได้ต้องรอนาน เพราะอย่างสหรัฐเนี่ยมันมีการสลับเลือกตั้งบางตำแหน่งทุกสองปีในระดับสภา ดังนั้นมันก็ทำให้ระบบการเมืองมันมีพลวัต ประธานาธิบดีมีการถูกตรวจสอบจากสภาได้ และเป็นสัญญาณไปสู่ประชาชน แม้ว่าประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งสี่ปี และไม่มีการโหวตไม่ไว้วางใจเอาประธานาธิบดีออกง่ายๆ เว้นแต่กระทำความผิดที่ร้ายแรง

ความไว้วางใจต่อรัฐบาลอาจจะมีทั้งสองส่วน คือส่วนที่เป็นเรื่องของนักการเมืองที่มาทำงานเป็นรัฐบาล ซึ่งมักจะมาจากการเลือกตั้ง ว่าจะกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไหม และมีความมุ่งมั่นที่จะทำนโยบายนั้นจริงไหม

รวมไปถึงว่านโยบายดังกล่าวนั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อนไหม

จำได้ว่าตอนรัฐประหาร เพลงเราจะทำตามสัญญา มีอาการของการพยายามเรียกร้องความไว้วางใจและเชื่อมั่นอยู่มาก มากกว่าการรัฐประหารในสมัยก่อนหน้านั้นหลายครั้ง ที่ไม่ต้องมีการทำดนตรีกล่อมประสาทแบบนี้ออกมา

และความไว้วางใจที่มีต่อจักรกล-กลไกของรัฐบาล ได้แก่ระบบราชการ ซึ่งมีผลสำคัญว่านโยบายที่กำหนดมานั้นจะถูกนำไปปฏิบัติจริงไหม

ความเชื่อมั่นและไว้วางใจจึงไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับกันได้ง่ายๆ แต่จะวัดได้จากการที่รัฐยอมทำตามรัฐบาล ทำตามกฎระเบียบ

และทำให้เราต้องมาตั้งประเด็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้จากอะไร ก่อนจะไปที่การลงถนน ข่าว ความเห็นของนักวิจารณ์ หรือการถกเถียงกับรัฐสภา ในประเทศตะวันตก เขามักจะวัดกันที่เรื่องของการที่ประชาชนจะจ่ายภาษีหรือไม่จ่ายภาษี

เรื่องนี้มันไม่ได้สำคัญแค่เรื่องรายได้ของรัฐ แต่มันหมายถึงว่าความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลมันเกี่ยวพันกับสมรรถนะของรัฐ (state capacity) ที่หมายถึงความสามารถของรัฐบาลในการบรรลุซึ่งเป้าหมายทางนโยบายที่มุ่งหมายเอาไว้

ดังนั้นในแง่ภาษี มันไม่ใช่แค่เก็บได้หรือไม่ได้ แต่มันหมายถึงการลงทุนเพิ่ม แต่ก็ต้องหมายถึงการสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรมและโปร่งใส และอาจจะไปถึงว่าต้องเพิ่มภาษีด้วย

ขณะที่ในมุมของประชาชนการจะพูดเรื่องภาษี ประชาชนก็คาดหวังว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประชาชนก็จะรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะจ่ายภาษี

อาทิพวกนโยบายสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลให้ประชาชนต้องปฏิบัติตามมากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนหนึ่งก็อาจมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น หรือมีความวุ่นวายมากขึ้น เช่นไม่รับถุงพลาสติก จ่ายค่าเก็บขยะแพงขึ้น มีค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แต่ในสังคมไทยนั้น บางทีเรื่องภาษีก็อาจไม่ใช่เรื่องหลัก เพราะคนไม่ได้จ่ายภาษีรายได้ ซึ่งเป็นภาษีทางตรงมีมาก แต่พวกเขาก็ต้องจ่ายทางอ้อมผ่านการบริโภคอยู่ดี แต่กระนั้นก็ตามการไปดูความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในเรื่องการจ่ายและการถกเถียงเรื่องงบประมาณของรัฐก็อาจจะไม่มากพอ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การจะวัดความไว้วางใจและเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลก็อาจจะเป็นเรื่องของการรับมือในยามวิกฤต เช่นในช่วงของการมีวิกฤตโควิด ที่ประชาชนจะให้ความร่วมมืออยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติไหม เคารพเคอร์ฟิวไหม และยอมไปฉีดวัคซีนไหม

ตรงนี้ผมคิดว่าในกรณีของประเทศไทยในช่วงนั้นมันชัดมากว่าเรื่องสองเรื่องกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

คือในส่วนของระบบราชการอาจจะวัดแล้วว่าพร้อมรับมือ จัดระบบได้ดี ถึงกับได้รับการกล่าวขวัญถึง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในส่วนของมิติทางการเมือง เช่นการเลือกวัคซีนที่จะนำเข้า หรือการขอร้องให้ประชาชนทำตามคำสั่งของรัฐบาลนั้น ก็เห็นว่ามีความปั่นป่วนวุ่นวาย และประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลอยู่มาก

ถึงขั้นเป็นเชื้อมูลหนึ่งในการชุมนุม และเป็นเรื่องราวที่นำไปสู่คดีความมากมาย จนถึงวันนี้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือความเชื่อมั่น ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ก็คือเรื่องของการยอมรับการเกณฑ์ทหาร แต่ในความเป็นจริงในสังคมไทยก็จะพบว่า มันมีระบบที่ซับซ้อนกว่านี้ เพราะในระบบได้มีการสร้างความซับซ้อนเอาไว้ อาทิมีระบบที่คนชั้นกลางสามารถใช้ระบบการเรียนรักษาดินแดนได้ (ในต่างจังหวัดไม่ใช่ทุกโรงเรียนมีระบบการเรียน ร.ด. และต้องมีโควต้า ไม่ใช่เหมือนของกรุงเทพฯ เป็นต้น)

ทั้งเรื่องภาษี การปฏิบัติตามนโยบายรัฐในยามวิกฤต และเรื่องการเกณฑ์ทหาร จะเป็นตัวชี้วัดในระดับการปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่ทรรศนะของประชาชนผ่านแบบสอบถาม

แต่ในเรื่องแบบสอบถามก็อาจจะลองวัดดู และขยายความไปแต่ละหน่วยงานของรัฐบาลและสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่นพรรคการเมือง องค์กรอิสระ และหน่วยงานราชการอื่นๆ

สิ่งที่รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญก็คือเรื่องของความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาล แม้ว่าประเทศต่างๆ จะแสดงความยินดี ตลาดหุ้นตอบรับ มีคนร่วมรัฐบาลมากมาย

ข่าวและความเคลือบแคลงใจต่อความจริงใจของรัฐบาล และเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ และบางครั้งข่าวลือต่างๆ ก็มีผลต่อเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งก็ไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลได้เช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องของการฟ้องร้องต่างๆ หากรัฐบาลผ่านเกมกฎหมายไปได้หมด บางทีก็อาจถูกกล่าวหาได้เช่นกันว่าคำตัดสินต่างๆ ขององค์กรอิสระ และสถาบันตุลาการ มีส่วนเอื้อหรือไม่เอื้อกับรัฐบาล

เรื่องเหล่านี้วนเวียนไปในกระแสความคิดเห็นของประชาชน ผ่านภูมิทัศน์สื่อที่กว้างขวางและหลากหลาย

อีกด้านหนึ่งรัฐบาลอาจต้องพิจารณา ให้ความสำคัญกับท่าทีในการสื่อสาร เรื่องของความโปร่งใสและเป็นธรรมในกระบวนการทำงาน และเข้าถึงความคิดเห็นของประชาชน และเร่งรัดนโยบายต่างๆ

ดังนั้นการจะอ้างว่าจงเชื่อมั่น เชื่อฟัง ไว้ใจกับรัฐบาลด้วยคำอธิบายว่าเพราะมาจากรัฐบาลจึงไม่เพียงพอในการที่จะได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากประชาชนได้ เพราะเรื่องการอ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้งเป็นเพียงเงื่อนไขในการเข้าสู่อำนาจ เป็นรัฐบาล

แต่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความไว้วางใจกับความเชื่อมั่นของรัฐบาลจากวันที่เข้าสู่อำนาจรัฐได้อีกเลย

และถ้ายังใช้แค่เงื่อนไขของการเลือกตั้งว่าตนมาจากการเลือกตั้ง มันก็จะไปเข้าตรรกะของการท้าทายให้ยุบสภาเพื่อพิสูจน์ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เข้าไปอีกต่างหาก

นี่คือตรรกะของการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไม่ใช่เรื่องเดียวกับเงื่อนไขการเข้าเป็นรัฐบาล แต่จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลได้รับความนิยม และมีความชอบธรรมในระยะยาวต่างหาก

(ส่วนหนึ่งพัฒนามาจาก Chris Dean. “Does public Trust in government matter for effective policy-making? Economicsobservatory.com. และ OECD – trust in government)