‘จตุพร บุรุษพัฒน์’เปิดแนวทาง ขับเคลื่อนไทยสู่เมืองคาร์บอนต่ำ

10.09.24 | 13:50 น.

คำว่า คาร์บอนเครดิต ไม่ใช่คำใหม่ ในสังคมไทยใครๆ ก็พูดคำนี้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ก็พยายามเอาเรื่องคาร์บอนเครดิตมาพูด ว่าเป็นการสร้างรายได้อย่างหนึ่งจากการปลูกป่า หรือทำกิจกรรมอื่นๆ

การพัฒนาคาร์บอนเครดิตมีจุดเริ่มต้นจากการตื่นตัวในการสร้างสมดุลให้ชั้นบรรยากาศของโลกของนานาประเทศผ่านพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 1997 ให้ประเทศพัฒนาแล้ว 37 ประเทศ (Annex 1) จะต้องลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกลง โดยจะมีการออกกฎหมายกำหนดระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี และเริ่มใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ที่ปล่อยก๊าชเรือนกระจกเกินระดับที่กำหนด ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ร่วมลงนามรวมถึงประเทศไทยจะต้องใช้ความพยายามในการลดก๊าชเรือนกระจก

ต่อมาในการประชุมที่กรุงปารีส (Paris Agreement) เมื่อปี 2015 นานาชาติได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มก่อนยุคก่อนอุตสาหกรรมอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียล และยังกำหนดหลักการซื้อขายก๊าชเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) โดยอนุญาตให้ผู้ที่ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย สามารถขายสิทธิการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่เหลือให้แก่ผู้อื่นได้ หรือคาร์บอนเครดิต ซึ่งหลักการนี้เป็นจุดกำเนิดของการประเมินมูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่มีหน่วยเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) จำนวน 1 ตัน เป็นตัวเงินเพื่อซื้อขายระหว่างบริษัท จนเกิดเป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั่วโลก

การเปิดให้มีการซื้อขาย หรือมีตลาดคาร์บอนเครดิตช่วยทำให้ต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกของอุตสาหกรรมลดลง เพราะโรงงานแต่ละแห่งมีต้นทุนในการลดก๊าชเรือนกระจกไม่เท่ากัน แทนที่จะให้โรงงานทุกแห่งลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้น ก็ให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำทำหน้าที่ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในปริมาณสูง และนำคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นไปขายให้กับโรงงานที่มีต้นทุนสูง ทำให้ปริมาณก๊าชเรือนกระจกในภาพรวมลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำลง

คาร์บอนเครดิตเริ่มเป็นที่รู้จัก และใช้ประโยชน์กับมันมากขึ้นในปัจจุบันนี้ รวมทั้งนำสิ่งนี้ไปใช้ให้เกิดเป็นรายได้อย่างจริงจัง

Advertisement

จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมาไขข้อสงสัยและอธิบายความ รวมไปถึงขั้นตอนการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต

•คาร์บอนเครดิตคืออะไร
คำว่า คาร์บอนเครดิต เป็นเหมือนกับหน่วยวัด หรือวัดอย่างหนึ่ง เช่น 1 นิ้ว 1 เซนติเมตร 1 กิโลกรัม แต่ตัวคาร์บอนเครดิตเป็นตัวเหมือนกับกระบวนการในการที่เราสามารถเอามาวัดเรื่องของการปลดปล่อย หรือการดูดกลับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจก เช่น ต้นไม้แต่ละต้นมีความสามารถในการดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไร แต่ละต้น แต่ละชนิดไม่เท่ากัน เช่น ป่าชายเลนจะมีความสามารถในการดูดซับปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากกว่าป่าอื่นๆ ถึง 7 เท่า

ชัดๆ คือคาร์บอนเครดิตเป็นสิทธิที่บุคคล หรือองค์กรได้รับจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี หากปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ปริมาณคาร์บอนที่เหลือก็จะถูกนำมาตีราคา และสามารถนำไปจำหน่ายในรูปแบบคาร์บอนเครดิต ให้กับองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการได้ โดยตลาดคาร์บอนเครดิตคือพื้นที่กลางสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น

และถ้าให้อธิบายง่ายๆ คนคนหนึ่งต้องการขายคาร์บอนเครดิต ปลูกต้นไม้ขึ้นมา 1 ต้น ไม่ใช่ว่าจะสามารถขายได้เลย มีระยะเวลา มีวิธีการของมันว่าไม้ชนิดนี้กี่ปีถึงจะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ คร่าวๆ คือ 5-10 ปีขึ้นไป มีวิธีการวัด การจำแนก ไม้ชนิดใดดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าไร ยอมรับว่าวิธีการค่อนข้างจะยุ่งยากและเป็นเรื่องใหม่

องค์กร หรือหน่วยงานที่จะเข้าไปทำการวัดปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งมีทั้งระดับโลกและในประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนั้นเรามีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือทีจีโอ เป็นคนเข้าไปดำเนินการ

•อย่างประชาชนทั่วไปต้องการขายคาร์บอนเครดิตต้องทำอย่างไร
ก่อนอื่นต้องแสดงความจำนงต้องลงทะเบียนกับทางทีจีโอก่อน เหมือนแจ้งความประสงค์ แล้วเขาก็เข้าไปตรวจสอบ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเขาจะคำนวณ ตีออกมาเป็นราคา อันนี้อธิบายง่ายๆ นะ แต่ขั้นตอนจริงค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลา เพราะนอกจากมีภาคการปลูกต้นไม้แล้ว กิจกรรมอื่นๆ ก็มีด้วย เช่น การจัดงานอีเวนต์ต่างๆ อันนี้ก็ยากขึ้นไปอีกเพราะต้องคำนวณหลายอย่าง เช่น คนที่มางานมาด้วยรถอะไร ระยะทางแค่ไหน รถปล่อยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไร มากี่คนก็คิดหมด อาหาร เครื่องใช้ กิจกรรมในงานมีอะไรบ้าง คิดหมด

สำหรับตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั้นตอนนี้มี 2 อย่างคือ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมระดับประเทศ หรือระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลผูกพันทางกฎหมาย หากธุรกิจใดไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษชัดเจน และการตลาดภาคบังคับจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโตด้วยเช่นกัน อีกอย่างคือ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจเป็นตลาดสำหรับเอกชน หรือธุรกิจที่ต้องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ ไม่ผูกพันกับกฎหมาย และโดยสมาชิกสามารถตั้งเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยตัวเองได้ ซึ่งมีผลดีต่อภาคธุรกิจ SMEs ที่สนใจในพลังงานสะอาด และเริ่มต้นลงทุนเพื่อมุ่งลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเครดิตคาร์บอนได้ในอนาคต

“เวลานี้เราจึงพยายามประชาสัมพันธ์เรื่องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับทุกองค์กร เช่น ร้านกาแฟ ร้านขนม ลดการใช้ถุงพลาสติก แก้วพลาสติก ต้นกาแฟ เมื่องานอีเวนต์มาใช้บริการ หรือซื้อของจากร้านเหล่านี้ก็จะนำไปคำนวณเรื่องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นมาอีก เราจึงพยายามให้ทุกภาคส่วนช่วยกันทำเรื่องนี้ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมด เป็นวงจร”

•คนที่จะเข้าไปตรวจวัดเพื่อคิดคำนวณปริมาณการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ มีเฉพาะทีจีโอ หน่วยงานเดียวหรือไม่
ตอนนี้เราก็พยายามให้มีบริษัทที่เข้ามาทำงานร่วม แต่ต้องการการรับรองจากทีจีโอว่าสามารถทำงานได้ เหมือนบริษัทตรวจสภาพรถยนต์ที่เมื่อก่อนราชการทำไปแล้วมันไม่ทันเขาก็สปินไปให้กับภาคเอกชนทำ แต่เอกชนนั้นต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากทีจีโอด้วย ซึ่งเรากำลังดูอยู่อย่างมากเพราะว่าเราก็มองว่าตลาดเรื่องคาร์บอนคืออาจจะเป็นตลาดในอนาคต มันต้องโตขึ้นจะทำยังไงให้คนเข้าถึงได้เร็วขึ้น และสามารถที่จะทำให้คนที่ต้องการที่จะซื้อขายมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นด้วย

เรื่องนี้เราจะทำไปพร้อมๆ กับการออกกฎหมาย ซึ่งวันนี้ที่เราพูดถึงกันอยู่ ทั้งหมดนี้มันเป็นภาคสมัครใจเท่านั้น บริษัทเอกชนที่เขาต้องการเป็นกรีนเขาต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเข้ามา ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบริษัทเขาเองด้วย

แต่ต่อไปเมื่อไหร่ที่กฎหมายออกมา กฎหมายจะมีรายละเอียดให้ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติ เช่น หมวดหนึ่ง หมวดสอง หมวดสาม ต้องทำอะไรบ้าง

•เวลานี้เรามีบริษัทที่ได้รับการรับรองจากทีจีโอให้สามารถเข้าไปตรวจวัดปริมาณคาร์บอนเครดิตบ้างหรือยัง มีมากแค่ไหน
มีมายื่นขอและอยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่หลายแห่งเหมือนกัน แต่ที่มีแล้วก็มี ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัย ตัวเลขหลักหน่วย ไม่เยอะ น่าจะประมาณ 10 กว่าบริษัท

•บริษัทที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตมาเขาจะได้อะไร และซื้อไปทำไม
บริษัทที่ซื้อไปเขาก็เอาตัวที่คาร์บอนนั่นแหละเอาไปแสดงว่าเขาเป็นบริษัทที่เป็นกรีนนะ มีธรรมาภิบาลในเวทีโลก เขาจริงจังกับเรื่องนี้มากนะครับ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แล้ว ไม่สมดุลใช่ไหม เขาต้องไปซื้อเครดิตจากที่อื่นเพื่อให้บริษัทเขาเกิดความสมดุล เช่น เขาปล่อยไป 10 เขาต้องไปซื้อมา 10 เพื่อให้สมดุล แล้วไปแสดงว่าองค์กรเขาดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วนะ โดยทำแบบนี้ คือเหมือนมีดีมานด์ ซัพพลาย เมื่อมีคนต้องการก็ต้องมีคนทำ ต้องปลูกต้นไม้เยอะๆ เพื่อให้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เยอะๆ แล้วเอาอันนี้ไปขาย

ประโยชน์ระยะสั้น คือภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะได้ร่วมมือกันหยุดดันเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สูงขึ้น มีการส่งเสริมการปลูกป่า ทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนในอีกทางหนึ่ง ส่วนประโยชน์ระยะยาว ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนจะช่วยกันมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากยิ่งขึ้น โดยภาคธุรกิจจะขยายการลงทุนให้กลุ่มพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด เทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงาน รวมไปถึงการส่งเสริมภาคเกษตรกรของชุมชน สนับสนุนการปลูกป่าเพื่อสร้างพื้นที่การดูดซับคาร์บอนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจ A ไม่สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซได้ ก็จะเลือกตกลงซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากสวนของชาวบ้านเพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนเครดิตของธุรกิจตัวเอง

ประเทศไทยเวลานี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมนี้มีภารกิจในการทำให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายสู่สังคมคาร์บอนต่ำ มีบทบาทในการขับเคลื่อนภารกิจตามยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพเข้าถึงการเงิน เทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการปรับตัวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับทุกภาคส่วนและทุกระดับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นการแสดงให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทย ในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 หรืออีก 27 ปีข้างหน้า และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG emission) ภายในปี ค.ศ.2065 หรืออีก 42 ปี ดังที่ได้ประกาศไว้บนเวทีการประชุม COP27

•มีความคืบหน้าเรื่องกฎหมายเรื่องการดูแลเรื่องนี้มากแค่ไหน
ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … เพื่อเป็นกลไกทางนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยเนื้อหาประกอบด้วย 8 หมวดสำคัญ 56 มาตรา ว่าด้วยเรื่องกฎระเบียบของคาร์บอนเครดิต พัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิต เพิ่มช่องทางการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มแหล่งกักเก็บและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก สร้างการตระหนักรู้ทุกภาคส่วนร่วมกัน และจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุน มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยมีการประกาศรับฟังความคิดเห็นแล้ว คาดว่าจะมีการประกาศใช้เร็วๆ นี้