“ชัยมงคล” ซัดนโยบายรัฐบาลความหวังเลื่อนลอย รมต.หน้าเก่าเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ติดฉลากเพิ่ม ไม่แปลกได้ฉายาญาติกา แซะรัฐบาลมาตระบัดสัตย์มีที่ไหนทิ้ง 39 เสียงยกมือให้เปรียบเป็นรัฐบาลชนชั้นสูงยืมมือประชาชนอ้างปชต.กอบโกยกินมูมมาม
เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 12 กันยายน 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดย นายชัยมงคล ไชยรบ ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เมื่อได้ทราบข่าวว่า นายกฯเป็น น.ส.แพทองธาร ตนก็นึกถึงคำที่ว่า คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และยังมาตอกย้ำในการแถลงนโยบายอีก ความหวังของคนไทยเริ่มเลื่อนลอย และยิ่งมีชื่อของรัฐมนตรีออกมาก็เริ่มรางเลือน เห็นได้ว่า รัฐมนตรีทั้งคณะ มี 70-80% เป็นคนเก่า เปรียบเสมือนเหล้าในขวดใหม่ที่เขียนฉลากเพิ่มเติม มีบ้างที่พ่อแทนลูก และลูกแทนพ่อ มีบ้างที่น้องแทนพี่ ฉะนั้นวันนี้ไม่ได้ว่า คนที่มาแทนจะเป็นคนไม่ดี แต่จะสามารถมาบริหารราชการแผ่นดินที่มีเดิมพันด้วยประชาชนได้หรือไม่ เพราะองค์ประกอบ ครม.ชุดนี้ประกอบไปด้วยหลายสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นผลพวงจากพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยที่มีจุดยืนว่า อำนาจรัฐจะต้องมาจากกระบอกปืน มาจากรัฐมนตรีอาชีพที่เลือกที่จะเป็นรัฐมนตรีมา 17-18 สมัย ส่วนคนใหม่ก็สืบทอดโดยสายเลือด จึงเห็นสื่อมวลชนให้ฉายา ครม.ชุดนี้ญาติกาบ้าง ผู้สืบสันดานบ้าง ทำให้เห็นปลายทางของนโยบายของรัฐบาลนี้ไม่ได้เห็นว่า จะสมหวังประการใด แต่ไม่แปลกใจเลย เพราะนโยบายของรัฐบาลนี้ ไม่ต่างจากรัฐบาลที่แล้วเลย และมีต้นทางจากพรรคเพื่อไทย
นอกจากนโยบายเรือธงของท่านที่จะมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ บอกว่า จะสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น คนไทยจะมีรายได้เพิ่ม ตนเชื่อว่าจะมีการจ้างงาน ซึ่งคนไทยจะไปเป็นคนที่แจกไพ่ เป็นแรงงาน เป็นคนต้อนรับ คนรวยมีไม่เกินสิบตระกูล แต่คนจนจะมีนับสิบๆ ล้านคน ฉะนั้นนโยบายเช่นนี้ ทำให้เห็นว่าเป็นนโยบายจากกลุ่มชนชั้นนำเพื่อชนชั้นนำ และเพื่อทุนขนาดใหญ่
ดังนั้น จึงไร้ความหวังจากพฤติกรรมที่ทำ แต่หากอ่านตามนโยบายที่เขียนไว้ตนขอชื่นชม การแจกเงินหมื่นบาทจะเป็นเงินสดหรืออะไรก็ตามท่านวางแผนไว้ดีหรือไม่ว่าจะไม่ไปส่งเสริมสินค้าต่างชาติราคาถูกจนกระทั่งมาทำลาย SME เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ ไม่ได้อยากเห็นอ่าน แต่อยากให้ทำเป็นรูปธรรม
นายชัยมงคลกล่าวว่า วันนี้มองที่มาของการตั้งรัฐบาลแล้วคือการตระบัดสัตย์ มีที่ไหนพรรคที่ยกมือให้ 39 เสียงบอกไปเป็นฝ่ายค้าน เปรียบเสมือนว่า ไปหุงข้าวมาด้วยกันพอเวลาข้าวสุก ข้าพเจ้าขอกินคนเดียว แต่พรรคที่งดออกเสียงเชิญมาเป็นรัฐบาล
จากนั้น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ลุกประท้วงว่า ตั้งแต่เริ่มต้นท่านสมาชิกก็ทำผิดข้อบังคับในการเสียดสีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตนก็แปลกใจว่า สมาชิกคนนั้นก่อนหน้านี้สัก 2 สัปดาห์นโยบายฉบับนี้คงเห็นด้วย แต่ไม่รู้เป็นอะไรวันนี้เหมือนกับเปลี่ยนใจ จึงอยากให้ประธานกำชับสมาชิกได้ปฏิบัติตามข้อบังคับด้วย
นายชัยมงคลกล่าวอีกว่า ตนทำหน้าที่ในฝ่ายค้าน ก็ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล นักการเมืองไม่สนใจหรอกว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ขอแค่ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ ตนไม่อยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ มาจากรัฐบาลชนชั้นสูงเพื่อชนชั้นสูง อาศัยมือของประชาชนในคราบประชาธิปไตยแล้วอ้างประชาชน แล้วมากอบโกยผลประโยชน์อยากตะกละตะกลามและมูมมาม
จากนั้น นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้ลุกประท้วงให้นายชัยมงคลถอนคำพูดที่ว่า กอบโกย และชนชั้นสูง และนายชัยมงคลได้ยอมถอนคำพูด เพื่อความสบายของสมาชิก

