โรม ห่วง กอ.รมน.ฮึ่ม ห้ามขายหนังสือ ‘พวงทอง’ ลดทอนเสรีภาพวิชาการ หวั่นปชช.ถูกจำกัดเข้าถึงข้อมูล
ลดทอนเสรีภาพวิชาการ – จากกรณีที่ กองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ประกาศให้หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” เป็นเอกสารต้องห้าม หวั่นว่า จะส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมเข้าใจผิด และกระทบภาพลักษณ์ขององค์กรหน่วยงาน จึงขอความร่วมมือในการระงับการจำหน่าย และจะประสานทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดพิจารณาเรื่องจริยธรรมของผู้เขียนนั้น
อ่านรายละเอียด – กอ.รมน. ฮึ่ม หนังสือวิชาการดัง ยกเป็นเอกสารต้องห้าม อ้างคนเขียนไม่เชี่ยวชาญความมั่นคง จี้ หยุดขาย
ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่าน x ถึงกรณีดังกล่าวว่า หลักสำคัญหนึ่งของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยคือเสรีภาพ ซึ่งก็รวมถึง ‘เสรีภาพทางวิชาการ’ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การที่กองทัพไทยได้ขอความร่วมมือในการระงับการจำหน่ายหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย” และจะมีการประสานทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดให้พิจารณาในเรื่องของจริยธรรม รวมถึงจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เขียน ผมคิดว่าการกระทำดังกล่าวแทบไม่ต่างอะไรกับการที่เรากำลังเดินถอยหลังไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองช่วงหนึ่งที่นักวิชาการต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ จนสุดท้ายนักวิชาการต้องถูกปิดกั้น ถูกเรียกไปรายงานตัว หรือต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะเสนองานวิชาการที่แตกต่างจากความเชื่อของรัฐ
และสิ่งที่กองทัพกำลังทำขณะนี้ยังเป็นการสร้างบรรยากาศหวาดกลัวในการทำงานวิชาการ และทำให้งานวิจัยหรือหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทัพซึ่งเป็นเสรีภาพทางวิชาการ ต้องกลายเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสังคมไทย
ผมเชื่อว่านักวิชาการมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานวิชาการ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเพื่อนำองค์ความรู้ใหม่เผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการกระตุ้นให้สังคมเกิดความสนใจในประเด็นต่างๆในสังคม ดังนั้น การที่กองทัพจำกัดการเผยแพร่งานวิชาการนั้น จึงเป็นการทำให้เสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความเห็นถูกจำกัดลง รวมถึงกองทัพกำลังทำให้การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
ผมจึงเกิดข้อกังวลต่อท่าทีของกองทัพที่กำลังพยายามควบคุมความเป็นอิสระในงานวิชาการรวมถึงเสรีภาพการแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานหน่วยงานของกองทัพ เพราะการขอความร่วมมือในการระงับการจำหน่ายหนังสือดังกล่าว เป็นการสะท้อนสิ่งที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งหมดและยังเป็นการตอกย้ำให้สังคมเห็นภาพของการควบคุมเสรีภาพทางวิชาการโดยรัฐอย่างชัดเจน
ซึ่งปรากฏการณ์ที่ว่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยในสังคมประชาธิปไตย เพราะจะมีการกำหนดบทบาทและแบ่งแยกอำนาจระหว่างกองทัพกับพลเรือนอย่างชัดเจน แต่น่าแปลกที่กองทัพของประเทศไทยซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเช่นกันกลับมีอำนาจควบคุมจนไม่มีเส้นแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่างทหารกับพลเรือนอีกต่อไป
สิ่งสำคัญที่รัฐควรจัดการกับประเด็นนี้ จึงไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ แต่ควรสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงและการคงไว้ซึ่งเสรีภาพทางความคิดเห็น ด้วยการสร้างความโปร่งใสในการทำงานและสร้างเสรีภาพในการตรวจสอบจากภาคประชาชน ผมไม่อยากให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะเสรีภาพทางวิชาการเสื่อมถอยแต่การใช้อำนาจกดทับและคุกคามวงการวิชาการกลับสูงขึ้น เพราะเสรีภาพทางวิชาการถือเป็นเครื่องมือสำคัญของนักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในการแสวงหาและถ่ายทอดความรู้ โดยต้องปราศจากการแทรกแซงจาก ‘อำนาจภายนอก’
ดังนั้น การปิดกั้นทางวิชาการย่อมสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงการวิชาการรวมถึงเป็นการจำกัดการเข้าถึงความรู้ของคนทั้งสังคมด้วยเช่นกัน

