หน้าแรก การเมือง บอร์ดค่าจ้างล...

บอร์ดค่าจ้างล่ม หวั่นระเบิดเวลา‘ศก.ไทย’

23.09.24 | 12:33 น.

หมายเหตุ ส่วนหนึ่งบทความของนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ประเด็นประชุมค่าจ้างขั้นต่ำรอบ 2 ล่ม องค์ประชุมไม่ครบ และภาวะการเมืองบงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ระเบิดเวลาผลกระทบเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ารประชุมค่าจ้างขั้นต่ำรอบ 2 ล่ม องค์ประชุมไม่ครบ ปรากฏการณ์ภาคการเมืองในช่วงที่ผ่านมามีการเข้าครอบงำเพื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท เพื่อให้เป็นไปตามที่ได้หาเสียงโดยไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการปรับอัตราค่าจ้างมีกลไกไตรภาคีเป็นผู้พิจารณา ในปี พ.ศ.2567 มีการปรับค่าจ้างสองครั้งคือเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปรับ 17 อัตราทั่วประเทศ ระหว่างวันละ 330-370 บาท เฉลี่ยปรับขึ้นร้อยละ 2.37 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน ปรับค่าจ้างวันละ 400 บาท เฉพาะโรงแรมที่มีลูกจ้างไม่เกิน 50 คนขึ้นไปใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว และปรับบางเฉพาะพื้นที่โดยเฉลี่ยค่าจ้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 ภาคการเมืองมีความพยายามกดดันให้มีการปรับค่าจ้างโดยมีธงอยู่ที่ 400 บาท ภายในวันที่ 1 ตุลาคม และจะให้ไปถึงอัตรา 600 บาท ภายในปีสุดท้ายของรัฐบาล เป็นไปตามที่พรรคการเมืองได้หาเสียงในช่วงก่อนเลือกตั้ง

ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามทุกวิถีทางที่จะปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดด มีการใช้คะแนนโหวตในคณะกรรมการค่าจ้าง 5 ต่อ 7 เพื่อแก้ไขสูตรคำนวณค่าจ้างแบบเปิดกว้างลอยตัว เนื่องจากสูตรเดิมที่ใช้หลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องนำค่า L-จังหวัด อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยและตัวแปรเชิงคุณภาพ (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 87) คำนวณอย่างไรค่าจ้างก็ไม่ถึงวันละ 400 บาท เพราะเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.66 สำหรับปี 2567 ประมาณร้อยละ 0.6-0.7 ภาคการเมืองยังคงเดินหน้าปรับค่าจ้างตามธงที่กำหนดไว้ เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา มีการเรียกประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งที่ 3 ของปี 2567 แต่ไม่สามารถประชุมได้ เนื่องจากกรรมการฝ่ายนายจ้าง 5 คนแจ้งว่าลากิจไม่เข้าร่วมประชุม เพราะรู้ว่าจะมีการล็อบบี้ใช้เสียงข้างมากลากไปโดยไม่สนใจการพิจารณาตามสูตรคำนวณค่าจ้าง การไม่เข้าร่วมประชุมของฝ่ายนายจ้างเป็นการบอยคอตจนการประชุมไม่สามารถดำเนินการได้ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงของภาคการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการออกสื่อแถลงการณ์ปักธงค่าจ้าง 400 บาททั้งที่ยังไม่มีการพูดคุยผ่านกลไกไตรภาคี การเร่งรีบปรับค่าจ้างมีการกำหนดการประชุมพิจารณาค่าจ้างครั้งต่อไปวันที่ 20 กันยายน ซึ่งทางประธานบอร์ดค่าจ้างก็ส่งสัญญาณอ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 82 หากนายจ้างมาหรือไม่ มาการประชุมสามารถดำเนินการได้โดยจะใช้มติ 2 ใน 3 ปรับค่าจ้างให้เป็นไปตามธงที่กำหนด และจะเป็นบรรทัดฐานการปรับค่าจ้างว่าการเมืองสามารถกำหนดล่วงหน้าว่าจะปรับเท่าใดก็ได้ ขณะที่บอร์ดค่าจ้างมีแค่ลูกจ้างกับตัวแทนรัฐบาลสามารถประชุมปรับค่าจ้างของประเทศไทย ก่อนประชุมคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีหนึ่งวัน สภาองค์กรนายจ้าง 17 องค์กรออกมาแสดงจุดยืนว่าการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องนำเงินเฟ้อ ดัชนีค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต ผลิตภาพแรงงาน ความสามารถของธุรกิจและสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมมาเป็นองค์ประกอบ (ตามมาตรา 87 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541) นอกจากนี้ การพิจารณาค่าจ้างต้องพิจารณานำผลจากการพิจารณาของคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดมาเป็นองค์ประกอบ

ต่อมามีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อกำหนดอัตราค่าจ้างในวันที่ 20 กันยายน เนื่องจากการประชุมก่อนหน้านั้นองค์ประชุมไม่ครบ นายจ้างลากิจยกทีมทั้ง 5 คน ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบอีก แต่กลับเป็นว่าตัวแทนฝ่ายรัฐบาลทั้ง 4 คน และตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง 2 คนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้ไม่สามารถพิจารณาการปรับค่าจ้าง จนประธานต้องเลื่อนประชุมไปเป็นวันที่ 24 กันยายน ปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างแปลก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีว่าต้องเลื่อนการพิจารณาค่าจ้างจากประเด็นองค์ประชุมไม่ครบต่อเนื่องกันสองครั้ง ประเด็นที่น่าแปลกใจคือ ครั้งนี้ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 4 คนที่มาจากกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน สภาพัฒน์ ธปท. และกระทรวงพาณิชย์พร้อมใจกันไม่เข้าร่วมประชุม 

โดยเฉพาะที่มาจากกระทรวงแรงงานคงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลากิจตรงกัน แต่คงมีการส่งสัญญาณบางอย่าง ขณะเดียวกันตัวแทนของฝ่ายลูกจ้าง 2 คนก็ไม่เข้าร่วมประชุมเช่นกัน เป็นภาวะที่ไม่ปกติ แต่ที่กลับกันคือฝ่ายนายจ้าง คราวที่แล้วยกทีมลากิจแต่งวดนี้มาครบ อันที่จริงก่อนเข้าประชุมก็มีสัญญาณผิดปกติ จากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าอาจมีภาวะที่คาดไม่ถึง คงต้องลุ้นว่าการประชุมงวดหน้าวันที่ 24 กันยายน ผลจากที่ภาคการเมืองปักธงไว้ 400 บาท ขณะที่ประธานบอร์ดค่าจ้างซึ่งเป็นปลัดกระทรวงแรงงานจะเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน การปรับค่าจ้างครั้งประวัติศาสตร์ ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตาม

Advertisement

การเมืองบงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ระเบิดเวลาผลกระทบเศรษฐกิจไทยในอนาคต บริบทภาคการเมืองเข้ามาครอบงำการปรับค่าจ้างไม่ส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการลงทุนรวมถึงการส่งออกของไทยซึ่งขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจของไทยมีความอ่อนแอและติดหล่มแม้แต่หลังโควิด-19 ก็ยังไม่ฟื้นเห็นได้จากการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ในระดับที่ต่ำค่อนข้างมากปี พ.ศ.2565 ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 ปี พ.ศ.2566 ร้อยละ 1.9 และปี พ.ศ.2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 2.65-2.7 (รวมงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.45 แสนล้านบาท) กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอโดยเฉพาะจากกับดักหนี้ระดับครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงปัจจัยจากภาวะน้ำท่วมสร้างความ
เสียหายมากกว่า 46,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.7 ของ GDP ซึ่งจะซ้ำเติมต่อกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ จากสภาวะดังกล่าวการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดดโดยไม่ได้นำปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสามารถของนายจ้างมาเป็นตัวตั้งจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

การปรับค่าจ้างเกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานของไทยประกอบด้วยสถานประกอบการซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคล (ณ 30 เมษายน 2567) จำนวนประมาณ 917,916 กิจการ โดยร้อยละ 77.85 เป็นบริษัทจำกัด โรงงานอุตสาหกรรมจดทะเบียนตามกฎหมายมีประมาณ 72,699 โรงงาน ขณะที่สถานประกอบการขนาดย่อมไปจนถึงขนาดกลาง (MSMEs) มีจำนวนประมาณ 3.225 ล้านกิจการ สถานประกอบการเหล่านี้มีการจ้างงานแรงงานในภาคเอกชนและแรงงานอิสระประมาณ 22.73 ล้านคน (ไม่รวมภาคเกษตรกรรม-ภาควิชาการและบุคลากรทางการแพทย์) ในจำนวนนี้เป็นแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ประมาณ 12.043 ล้านคน นอกจากนี้ตลาดแรงงานของไทยยังมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายประมาณ 3.342 ล้านคน โดยร้อยละ 70.1 เป็นแรงงานประเทศเมียนมา (จำนวน 2.306 ล้านคน) ประชากรเหล่านี้จะได้รับอานิสงส์จากค่าจ้างที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคน ในระยะสั้นมีผลต่อรายได้ที่สูง แต่จะตามมาด้วยเงินเฟ้อและการจ้างงานในตลาดแรงงานที่ในอนาคตจะหดตัว การปรับค่าจ้างครั้งที่ 3 ของปี พ.ศ.2567 ซึ่งคงเป็นไปตามที่ภาคการเมืองตั้งธงไว้ที่วันละ 400 บาท และปีต่อไปจะเพิ่มจนถึงเพดาน 600 บาท ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ กล่าวคือ

ประการแรก ภาคการเมืองสามารถหาเสียงโดยใช้กำหนดค่าจ้างเท่าใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สูตรค่าจ้างหรือสภาวะเศรษฐกิจและการหาเสียง จากการที่ “กกต.” ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ เป็นการประทับตรายอมรับว่าสามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย ดังนั้น การหาเสียงในอนาคตโดยใช้นโยบายค่าจ้างสูงจะถูกพรรคการเมืองต่างๆ นำมาใช้ในการหาเสียงเพื่อแลกกับ Voter จะเห็นนโยบายค่าจ้างวันละ 1,000-2,000 บาท หรือมากกว่า ขณะที่เศรษฐกิจของไทยยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนารายได้ปานกลางระดับสูงต้องแข่งขันด้านราคากับประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งปัจจุบันทุ่มสินค้าราคาถูกเข้ามาขายจนทำให้โรงงานปิดตัวแต่ละปีมากกว่า 1,300 แห่ง 

ประการที่สอง การประชุมบอร์ดค่าจ้าง องค์ประชุมไม่จำเป็นต้องครบ 3 ฝ่ายคือ นายจ้าง-ลูกจ้าง-ตัวแทนรัฐบาล หากฝ่ายใดไม่เข้าประชุมสามารถใช้มติ 2 ใน 3 พิจารณาปรับค่าจ้างได้ ซึ่งยังต้องตีความว่าสามารถทำได้หรือไม่

ประการที่สาม อัตราค่าจ้างของไทยจะเป็นอัตราเท่ากันทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้การลงทุนกระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่จังหวัดห่างไกลจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ช้าเพราะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน โดยเฉพาะด้านขนส่งและโลจิสติกส์

ประการที่สี่ การปรับค่าจ้างแต่ละปีสามารถทำได้หลายครั้งขึ้นอยู่กับความต้องการของภาค การเมือง การปรับสามารถแยกตามประเภทธุรกิจหรือปรับแยกตามธุรกิจขนาดใหญ่และ/หรือธุรกิจประเภท SMEs และ/หรือในแต่ละจังหวัดยังสามารถกำหนดแยกพื้นที่จะปรับหรือไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงอัตรา
ค่าจ้างในแต่ละพื้นที่แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันก็จะแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ลักษณะการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนกับประเทศต่างๆ 

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคงไม่ใช่ค่าจ้าง 400 บาท แต่หากภาคการเมืองสามารถหาเสียงโดยใช้ค่าจ้างสูงแข่งขันเกทับเพื่อหวังผลคะแนนเสียงจากกลุ่มแรงงาน และเมื่อเข้ามาบริหารประเทศก็นำนโยบายปรับค่าจ้างสูงสุดโต่งโดยไม่ผิดกติกา “กกต.” ผลระยะสั้นจะตอบโจทย์แรงงานเพราะมีรายได้สูงขึ้น แต่ข้อเท็จจริงหากการแก้ปัญหารายได้แรงงานและประชาชนรวมถึงต้องการให้เศรษฐกิจในรูป GDP ขยายตัวในระดับสูง ปัญหาไม่ได้แก้ง่ายๆ ด้วยการปรับค่าจ้างให้สูงสุดโต่งแบบไม่สะท้อนเศรษฐกิจของประเทศที่ไทยเป็นประเทศส่งออกเข้มข้น (Export Oriental) ขณะเดียวกันไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา แรงงาน 1 ใน 3 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 3 ใน 4 ใช้แรงงานเข้มข้น นอกจากนี้ไทยมีการทำการค้าเสรี (FTA) ทั้งกับอาเซียน-จีนและหลายประเทศ หากต้นทุนการผลิตสูงสินค้าภาษี “0” จะทะลักไหลเข้ามาแย่งตลาด ภาคการผลิตจะล้มหายตายจาก หรือย้ายฐานการผลิต ปัจจุบันไทยถูกสินค้าจีนราคาถูกทั้งออฟไลน์-ออนไลน์กำลังถล่มราคาจนอุตสาหกรรมรายเล็ก รายน้อย รวมถึงรายใหญ่ทยอยปิดตัวปีละมากกว่าพันแห่ง ราคาสินค้าในประเทศจะพุ่งสูงจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคจะสูง ราคาน้ำเปล่าขวดละ 30-40 บาท รวมถึงอาหารริมถนน ทั้งก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวราดแกงจะเห็นราคา 300 กว่าบาท ค่าเช่าคอนโดรูหนูชานเมืองจะสูงเหมือนกับที่สิงคโปร์ นครโซล และกรุงโตเกียว ซึ่งราคาคอนโดห้องเล็กๆ ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท การยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ของแรงงานโดยภาคการเมืองเข้ามาบงการครอบงำปรับค่าจ้างสูง หากทำได้ง่ายๆ เช่นนี้หลายประเทศคงทำกันหมด 

นึกไม่ออกว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร