หน้าแรก การเมือง แกนนำพิราบขาว...

แกนนำพิราบขาว ร้องกกต.ยุบเพื่อไทย ปมส่ง ‘ชาญ’ สมัครนายกอบจ. อ้างความเห็นเลขากฤษฎีกาชี้ชัด

23.09.24 | 13:04 น.

แกนนำพิราบขาว ร้องกกต.ยุบเพื่อไทย ปมส่ง ‘ชาญ’ ลงสมัครนายกอบจ.ปทุมฯรอบแรก อ้างความเห็นเลขากฤษฎีกาชี้ชัดเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามลงสมัคร พร้อมจี้เอาผิดอาญา-แพ่ง เหตุทำรัฐต้องเสียค่าจัดการเลือกตั้งใหม่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้พิจารณาว่าพรรคเพื่อไทยเข้าข่ายความผิดต้องยุบพรรคตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคตามมาตรา 92 (4) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่

จากกรณีส่งนายชาญ พวงเพ็ชร์ ลงสมัครชิงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีในรอบแรกทั้งที่ถูกกล่าวหา เรื่องเกี่ยวกับทุจริต โดย ป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิด และศาลอาญาทุจริตรับฟ้องจนมีผลให้นายชาญ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนพ้นหน้าที่ด้วยการหมดวาระเข้าข่ายหรือส่อผิด พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร พ.ศ.2562 มาตรา 49 (8) หรือไม่ และพรรคเพื่อไทยส่อเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 21 วรรคแรก หรือไม่ จากเหตุที่กฎหมายกำหนดให้พรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องมีความรอบคอบในการคัดเลือกบุคคลตัวแทนพรรคในการลงรับสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี

จึงขอให้ กกต.พิจารณาว่าเข้าข่ายยุบพรรคตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง หมวด 8 ความสิ้นสุดของพรรคการเมืองมาตรา 92 (4) หรือไม่

Advertisement

นายนพรุจกล่าวว่า ได้ศึกษาและดูรายละเอียดทั้งหมด โดยมีคำสัมภาษณ์ของเลขาธิการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ยืนยันว่านายชาญไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายก อบจ.หลังได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ในรอบแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ได้ และ พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร พ.ศ.2562 มาตรา 49 (8) กำหนดคุณลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ที่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ซึ่งกรณีนายชาญนั้น ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด มีการตีความกันของผู้รับผิดชอบ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและมีคำสั่งเดิมของผู้ว่าฯปทุมธานีในขณะนั้นคือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ซึ่งการหยุดปฏิบัติหน้าที่จนพ้นวาระ หรือเรียกง่ายๆ คือพ้นจากตำแหน่ง จึงนำคำสัมภาษณ์ของเลขาธิการกฤษฎีกายื่นให้ กกต.พิจารณาประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครเบอร์ 1 รอบที่แล้วในนามพรรคเพื่อไทย และการลงสมัครในนามของพรรคก็ขอให้ กกต.พิจารณาว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 21 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ที่ระบุชัดว่า การคัดเลือกสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคต้องคัดเลือกคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ส่งคนที่มัวหมองมาลงสมัครเหมือนเป็นการดูถูกประชาชน ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นเหตุให้เข้าข่ายยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคด้วยหรือไม่ รวมถึงให้พิจารณาความอาญาและความแพ่ง เพราะการที่ กกต.ไม่รับรองนายชาญเป็นนายก อบจ.โดยให้ใบเหลืองในรอบแรก ทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่”

“ที่มาร้อง ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือรู้จักกับผู้สมัครคนใด แต่ผมยืนหยัดในการร้องเรียนตามข้อเท็จจริง โดยอาศัยหลักนิติรัฐ นิติธรรมและคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเดือดร้อน ก็ออกมาแก้ได้เลย อย่างที่ผมร้อง กกต.ให้เอาผิดนายกฯ และ ส.ส.ที่ไปร่วมงานอุปสมบทลูกชายนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จนนำมาสู่การที่ กกต.ให้ใบเหลืองนายชาญ ก็เห็นเงียบกริบ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับงานบวช เพราะผมก็เคยบวชมาก่อน แต่ขัดแย้งกับการจัดเลี้ยงในช่วงที่มีการเลือกตั้งเพราะเป็นการจูงใจ ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยเห็นว่าการร้องเรื่องนี้ไร้สาระก็ไปแก้ไขกฎหมายเอา แต่การที่ กกต.ให้ใบเหลืองนายชาญทำให้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่มันก็มีค่าใช้จ่าย ผมก็เฉยเมยไม่ได้เพราะเงินที่ใช้ก็เป็นเงินภาษีของผมเหมือนกัน จึงต้องร้องขอให้ กกต.ดำเนินการ” นายนพรุจกล่าว