กมธ.ตำรวจฯ ลุยค้นย่านจีนเทา รัชดา-อาร์ซีเอ พบผิดกม.เพียบ ข้องใจร้านหม่าล่าชื่อดัง

23.09.24 | 15:41 น.

“ชัยชนะ” นำ กมธ.ตร. ลุยตรวจย่าน “รัชดา-อาร์ซีเอ” พบผิดกฎหมายเพียบจากกลุ่มทุนจีนเทา สงสัย “ร้านชาบูดัง” ทุนจดทะเบียน 18 ล้าน หญิงชาวอุบลถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ ร้านขายของจากจีนไม่มี อย. ส่วน “ร้านสปา” พบเก้าอี้คล้ายกาสิโน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตำรวจสภาผู้แทนราษฎร นำคณะร่วมกับ ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน สถานีตำรวจนครบาลดินแดง สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ย่านรัชดาและอาร์ซีเอ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการและสังเกตการการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการตรวจตราและปฏิบัติตามกฎหมายของสถานบริการ

นายชัยชนะกล่าวว่า จากการได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า มีกลุ่มคนจีนสีเทาประกอบกิจการผิดกฎหมาย สร้างความไม่สงบให้กับชุมชน ทาง กมธ.จึงมาลงพื้นที่ โดยจุดแรกที่ไปคือร้านชาบูฉงชิ่ง ซึ่งมีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 5 คน ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นหญิงชาวอุบลราชธานี และมีผู้ถือหุ้นอื่นเป็นคนจีน 4 คน ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมร้านชาบู จึงมีทุนจดทะเบียนถึง 18 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่มีอายุเพียง 33 ปี ทาง กมธ.ต้องตรวจสอบว่า เป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือเป็นนอมินี และมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ส่วนคนจีน 4 คนที่ถือหุ้นอยู่ ต้องตรวจสอบว่า วีซ่าการลงทุนในประเทศไทยถูกต้องหรือไม่ ผู้ลงทุนที่จดทะเบียนทุน 18 ล้านบาท มีการเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่

นายชัยชนะกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีการขออนุญาตก่อสร้าง หรือต่อเติมอาคารว่า เป็นไปตามที่ขออนุญาตต่อกรุงเทพฯหรือไม่ หากไม่ถูกต้องผู้อำนวยการเขตต้องระงับทันที ซึ่งจากการตรวจสอบยังพบว่า มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม และยังพบว่า ในร้านมีการจำหน่ายสุรา มีทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย จึงได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบต่อไป ส่วนสินค้าในร้านไม่มีสินค้าไทยเลย หากเป็นเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเสียดุลการค้า เพราะไม่มีการใช้ของไทย ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างจริงจังว่าเมื่อมีผู้มาลงทุนค้าขายในประเทศ ไทยยินดีให้ต่างชาติมาลงทุน แต่ต้องเคารพกฎหมายไทย

“เรื่องนี้หากไม่จริงจังก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขอฝากไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่สมยอมกับกลุ่มทุนจีนสีเทา ขอร้องให้หยุดพฤติกรรมนี้ ผมมีข้อมูลการกระทำความผิดครบถ้วน รวมทั้งเส้นทางการเงินด้วย เราไม่เคยกีดกันให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย แต่เมื่อลงทุนแล้วก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทย” ประธาน กมธ.ตำรวจกล่าว

Advertisement

นายชัยชนะกล่าวต่อว่า นอกจากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านหวังจงหวัง ซึ่งเป็นร้านขายสินค้านำเข้าจากประเทศจีน พบว่า มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท และมีสินค้าหลายรายการที่ไม่ผ่าน อย. หลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับ อย. ดำเนินคดีสำหรับสินค้าที่ไม่ผ่าน อย. ตนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กมธ.ตำรวจ จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายว่า ในอนาคตหากมีการทำความผิดครั้งที่ 2 ควรจะมีโทษจำคุกหรือเพิกถอนใบอนุญาตการจำหน่ายสินค้า เพราะขณะนี้ช่องว่างคือ มีเพียงโทษปรับอย่างเดียว

ประธาน กมธ.ตำรวจกล่าวต่อว่า สำหรับร้านสปาและร้านนวดที่ กมธ.ไปตรวจสอบนั้น พบว่า มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท รวมถึงอาคารที่ต่อเติมทั้งหมดได้ขออนุญาตจาก กทม.หรือไม่ พบว่า บันไดหนีไฟใช้เส้นทางขึ้นลงปกติไม่มีความปลอดภัยกับผู้ใช้บริการ จึงให้ทางกรุงเทพฯ และ สน.สุทธิสาร ประสานกับผู้ประกอบการให้ปรับปรุงทางเดินหนีไฟ นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบริเวณชั้น 3 ของอาคาร พนักงานแจ้งว่า ไม่มีการเปิดใช้งาน แต่พบว่า มีบาร์เหล้าเก่า และเก้าอี้คล้ายเก้าอี้ในกาสิโน ลักษณะเหมือนมีการใช้งานปกติ และพบห้องหนึ่งปิดล็อกไว้ แต่มีการเปิดแอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าได้ เนื่องจากพนักงานแจ้งว่า ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ทาง กมธ.จึงได้ประสานให้ สน.สุทธิสาร เข้าตรวจสอบในห้องดังกล่าวว่า พบสิ่งผิดปกติหรือไม่