หน้าแรก การเมือง เซีย อัดละครต...

เซีย อัดละครตบตา ไตรภาคีล่ม ล้มค่าแรง 400 พิพัฒน์ ลุกแจงยิบ เจอเทคนิค นายจ้างไม่อยากขึ้น

26.09.24 | 13:23 น.

“เซีย ปชน.” จี้ถามค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทมีจริงหรือไม่ -ปรับเมื่อไหร่ “พิพัฒน”ยันตั้งใจปรับ 1 ต.ค.เหตุเกิดปัญหาประชุมไตรภาคีล่ม ยอมรับเป็นเทคนิค เชื่อนายจ้างไม่อยากปรับค่าแรงแน่นอน เพราะสภาวะเศรษฐกิจประเทศ ยันสิ้นปี 68 เอสเอ็มอีได้ปรับค่าแรง แจงหากทำให้สำเร็จอาจไม่ถึง 600 บาท

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 26 กันยายน 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายเซีย จำปาทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขึ้นต่ำ ที่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขึ้นต่ำ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล และเมื่อได้เป็นรัฐบาลนโยบายที่ใช้หาเสียงก็ควรนำมาเป็นนโยบายที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาค่าจ้างเพื่อให้แรงงานได้มีค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็รับนโยบายมาปฏิบัติ และมักให้สัมภาษณ์ว่า จะปรับค่าแรงตามลำดับ ทำให้พี่น้องแรงงานตั้งตารอ และนับตั้งแต่ปรับค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 จนถึงปัจจุบัน รวม 11 ปีแล้ว ซึ่งมีการรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพียง 6 ครั้งเท่านั้น แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นถี่กว่าค่าแรงด้วยซ้ำ ที่สำคัญเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศว่า จะมีการปรับค่าแรงขึ้นต่ำทั่วประเทศ เป็น 400 บาทต่อวันแน่นอน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และนายกฯแถลงนโยบายต่อสภา ยืนยันว่าการปรับอัตราค่าแรงเป็น 400 บาททันแน่นอน แต่ก็เทผู้ใช้แรงงานอย่างน้อย 4 ครั้ง เพราะการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างล่ม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าจะมีการประชุมเพื่อปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

นายเซียกล่าวต่อว่า โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่ไม่เข้าร่วมประชุม ที่สำคัญอธิบดีกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ตนสงสัยว่าอธิบดีมีภารกิจอื่นใดที่สำคัญกว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก รมว.แรงงาน จึงละทิ้งหน้าที่ไม่ยอมเข้าร่วมประชุม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สอบถามหรือไม่ หรือเป็นการวางแผนเล่นละครตบตาพี่น้องผู้ใช้แรงงาน หวังว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ ยังมีคำถามว่าผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในคณะกรรมการค่าจ้างที่ผ่านมาเข้าร่วมประชุมตลอด แต่เมื่อวันที่ 20 กันยายน กลับบอกว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของ ธปท.แล้ว โดยบอกว่าต้องรอให้มีการแต่งตั้งตัวแทนคนใหม่ก่อนจึงจะสามารถประชุมได้

“พี่น้องผู้ใช้แรงงานฝากผมมาว่า นี่เป็นการเมืองเล่นละครตบตากันใช่หรือไม่ เล่นละครเพื่อบ่ายเบี่ยง การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใช่หรือไม่ การประชุมจึงล่มแล้วล่มอีก ผมขอถามจากใจว่า รัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นที่จะปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็น 400 บาทจริงๆ หรือไม่ และปรับขึ้นเมื่อไหร่ และกลุ่มเอสเอ็มอีจะมีการปรับหรือไม่” นายเซียกล่าว

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า ยืนยันว่ามีความตั้งใจที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 แต่เชื่อว่าผู้ใช้แรงงานคงทราบดีว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลตั้งแต่นายเศรษฐา ทวีสิน ที่กำหนดไว้ในนโยบายว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ 600 บาทในปี 2570 ซึ่งตนยึดถือมาโดยตลอด ถึงแม้จะเปลี่ยนนายกฯเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แม้จะไม่ได้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ในนโยบาย แต่ถือว่าสิ่งที่รับโจทย์มาจากรัฐบาลนายเศรษฐา มั่นใจและพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป และการประชุมไตรภาคีเพื่อพิจารณาเรื่องค่าจ้างหากขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยที่ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบ 2 ใน 3 เราก็ไม่สามารถที่จะเปิดประชุมได้ เพราะฉะนั้นในวันที่ 16 กันยายน ทุกคนก็ทราบว่าฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุมทั้ง 5 คน และวันที่ 20 กันยายน มีการประชุมอีกครั้ง หากผู้เข้าประชุมครบ 2 ใน 3 เราสามารถโหวตได้ทันที แต่ก็ไม่สามารถประชุมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่นอกเหนือสิ่งที่กำกับหรือบังคับได้ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปนั่งในห้องประชุมได้ และการที่ให้สัมภาษณ์ เป็นการให้นโยบายไม่ใช่การแทรกแซง

Advertisement

“การที่มีผู้มาประชุมไม่ครบในวันที่ 20 กันยายน หากจะพูดว่า เป็นเทคนิคก็ได้เพราะหากมีการประชุม ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถที่จะหมดได้ แต่ถ้ามีการโหวตในวันนั้นฝ่ายนายจ้างยืนยันคัดค้านทั้ง 5 คน ฝ่ายรัฐบาลถ้ามีครบนอกเหนือจากตัวแทน ธปท.ไม่เข้าประชุม ผมก็ขอถามสมาชิกว่าถ้ามีการประชุมในวันนั้น ผู้ที่จะเสียหายคือกลุ่มใด แน่นอนว่า อย่างไรฝ่ายนายจ้างก็ไม่อยากขึ้นค่าแรง เพราะสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้พวกเราทุกคนทราบ สิ่งที่เพิ่มต้นทุนให้กับฝ่ายนายจ้าง คือดอกเบี้ยที่สูงเกินความจริง นอกเหนือจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งผมคิดว่าในรัฐบาลมีหลายฝ่ายที่พยายามจะเจรจากับทาง ธปท.ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือฝ่ายนายจ้าง ซึ่งตลอดเวลา ธปท.อ้างว่าหนี้สินครัวเรือนเราสูงมาก ผมไม่เถียง แต่ถามว่าวันนี้ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของภาครัฐ มีปล่อยกู้ให้ใครได้บ้าง เต็นท์รถมือสองทยอยปิดตัวเองตลอดเวลา และการยึดรถมีการยึดมาจนล้นลานจอดรถ” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ชี้แจงอีกว่า การที่เราปรับไซส์แรงงาน 200 คน แรงงานไทยได้ประโยชน์ประมาณ 1.7 ล้านคน แรงงานต่างด้าว 5.4 แสนคน ฝ่ายนายจ้างก็จะได้รับผลกระทบ ฝ่ายนายจ้างก็จะได้รับผลกระทบต่อคนประมาณ 72.78 บาท กระทบค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้วหากถามว่า เราพักภาระตรงนี้ไปให้กับเอสเอ็มอีหรือไม่ และถ้าเอสเอ็มอีล้ม ความรับผิดชอบก็ต้องอยู่ที่กระทรวงแรงงานเพราะประกาศแบบปูพรหม แต่ถ้าเราประกาศ ไซซ์ L ไปก่อน หลังจากนั้นมากู้เอสเอ็มอี เมื่อสถานะของเอสเอ็มอีเดินหน้าต่อไปได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าปีนี้เอสเอ็มอีจะไม่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยทางกระทรวงมีนโยบายว่าในช่วงสิ้นปีต่อเนื่องปี 2568 เราจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะเอสเอ็มอีอีกครั้งหนึ่ง ตามที่อนุไตรภาคีในแต่ละจังหวัดส่งข้อมูลมาให้กับทางกระทรวง

“ผมมีความมุ่งมั่นก้าวแรกให้จบไปให้ได้ก่อนคือค่าแรงขั้นต่ำของเดือนตุลาคมนี้ ให้จบที่ 400 บาท เมื่อเราสามารถประกาศค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาทจบแล้ว ผมจะขอชี้แจงให้ทราบว่า เราจะมีไทม์ไลน์ในการที่จะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนอกเหนือไปจากนี้อีกเมื่อไหร่ เพราะถ้าจะพูดว่า มีไทม์ไลน์ 1,2,3,4,5 แล้วผมไม่ดูถึงสถานะของผู้ประกอบการหรือสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ประกาศไปก็เป็นเพียงลมปาก แต่ถ้าจะทำให้สำเร็จจริงก็อาจจะไม่ถึง 600 บาทก็ได้ แต่ขอให้มีความก้าวหน้าในการขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ชาวแรงงานต้องอยู่ให้ได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว