นายกฯอิ๊งค์ถก ‘5กุนซือ’ แจ้งโจทย์ใหญ่ คนไทยพ้นความยากจน ประเทศหลุดพ้นปัญหาเศรษฐกิจ กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ที่บ้านพิษณุโลก กทม. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมหารือร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ทั้ง 5 คน ประกอบ 1. นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษา 2. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษา 3. นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา 4.นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษา 5.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษา และหัวหน้าฝ่ายเลขานุการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ที่ได้รับมอบหมาย เป็นเลขานุการคณะที่ปรึกษา รวมถึงนพ.พรหมินทร์ เลิศสุรเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ต่อมา นพ.สุรพงษ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายกฯพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะทุกอย่าง ขอให้นำเสนอความเห็นตรงไปตรงมา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อให้รับข้อมูลที่รอบด้าน โดยที่ปรึกษาเสนอแนะสิ่งที่จะทำต่อไป คือ 1.ที่ปรึกษาทั้ง 5 คน มีประสบการณ์ทำงานทั้งนโยบาย และการขับเคลื่อนกิจการต่างๆในอดีต ดังนั้น ทุกคนจะให้คำเสนอแนะไม่จำกัดเฉพาะด้านที่เชี่ยวชาญแต่จะขับเคลื่อนเรื่องที่ถนัดเป็นพิเศษ
นายธงทองสนใจการปฏิรูประบบราชการให้ง่ายต่อการรับใช้ประชาชน นายพงศ์เทพ เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน จะช่วยดูกฎหมายต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยต่อการขับเคลื่อนระบบราชการ นายศุภวุฒิถนัดด้านเศรษฐกิจ สนใจนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ
“ส่วนผมที่ผ่านมาทำงานเชิงสาธารณสุข และซอฟต์พาวเวอร์ สนใจทำเรื่องนี้จริงจัง ขณะที่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ มีประสบการณ์การเมือง เชี่ยวชาญด้านภูมิทัศน์โลก การต่างประเทศ ส่งเสริมเอสเอ็มอี จะมองเห็นภาพรวมทั้งหมดในการทำงานขับเคลื่อนกับที่ปรึกษาคนอื่นๆ” นพ.สุรพงษ์ กล่าวและว่า ที่ปรึกษาทั้ง 5 คน เน้นเรื่องการรวมความรู้จากภาครัฐ ภาคเอกชน หลังจากนี้บ้านพิษณุโลกจะใช้เป็นสถานที่เชิญผู้รับผิดชอบทั้งภาคราชการ ภาคเอกชนมาประชุมหารือกัน เพื่อนำเสนอแนวคิดกำหนดเป็นนโยบายต่อไป นอกจากนี้ เราต้องมีแผนชัดเจนสามารถขับเคลื่อนองคาพยพทั้งระบบราชการ ระบบเศรษฐกิจได้ จึงกำหนดว่าควรประชุมต่อเนื่อง
นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า นายกฯจะประชุมด้วยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง คือ ทุกวันพฤหัสบดี คณะที่ปรึกษาได้บอกเบื้องต้นว่า สิ่งสำคัญคือการออกมาตรการเศรษฐกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม มีแนวคิดเบื้องต้นแล้ว หากครม.ได้รับทราบ เชื่อว่าจะตัดสินใจได้เร็ว ผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับประโยชน์เร็วมาก มาตรการแก้หนี้ที่ได้ผล ไม่ได้มองเพียงการสนับสนุนเรื่องเงินอย่างเดียว แค่ต้องเป็นมาตรการสร้างรายได้ รอนำเสนอนายกฯ และเรื่องการทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีไทยส่งออกต่างประเทศได้จริงจัง มีมาตรการบางอย่างที่คิดว่าเป็นจิ๊กซอว์ตัวที่หายไปก็จะนำเสนอนายกฯต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า อำนาจหน้าที่ของคณะที่ปรึกษามีผลแค่ไหน นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ที่ปรึกษาจะมีการพูดคุย นายกฯพร้อมรับฟัง แต่ต้องไปทำร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป คณะที่ปรึกษาสามารถเชิญหน่วยงานรัฐมาประชุมได้ ขอเอกสารมาดูได้ด้วย ส่วนภาคเอกชนเชื่อว่าพร้อมมาเสนอแนะปัญหา
เมื่อถามว่า เรื่องค่าเงินบาท จะเชิญผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาพูดคุย นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ธปท.ถือเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาจพูดคุยกัน แต่คงไม่ได้เชิญมาแบบทางการ
เมื่อถามว่า คณะที่ปรึกษาทุกท่านเป็นวัยเก๋า แต่โลกเปลี่ยนไปจะทำให้คนรุ่นใหม่ไว้วางใจได้อย่างไร นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า นายพันศักดิ์ อายุ 80 ปี นายธงทอง อายุ 70 ที่เหลือ 60 กว่าปี ทุกท่านมีประสบการณ์มาก ยังเรียนรู้ไม่หยุดในทุกๆด้าน เชื่อว่าไม่มีตกสมัย แต่เราไม่ได้ทำงานกัน 5 คน จะตั้งอนุกรรมการมาดูรายละเอียดแต่ละเรื่องด้วย
เมื่อถามว่า จะวัดผลงานคณะที่ปรึกษาชุดนี้อย่างไร นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีการกำหนดเคพีไอ แต่ที่ปรึกษาทุกคนไฟแรงมากพร้อมเริ่มงานเต็มที่ หากเปรียบสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ภาพใหญ่คือเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เรื่องนั้นใหญ่มาก ดังนั้น นายกฯบอกว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่อีก 2 ปีกว่า สิ่งที่อยากเห็นคนไทยจะต้องพ้นความยากจน ประเทศพ้นสามารถหลุดพ้นปัญหาเศรษฐกิจ นำไปสู่ทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างเศรษฐกิจกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

