หน้าแรก การเมือง ฟังมุมมอง 2 น...

ฟังมุมมอง 2 นักวิชาการ สะท้อน ‘ศึกชิง ปธน.สหรัฐ’

28.09.24 | 12:32 น.

หมายเหตุผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ ที่ปรึกษาสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย และ ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์ในรายการคิกออฟแคมเปญ US Election Watch 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว ที่เผยแพร่ผ่านมติชนทีวี เมื่อวันที่ 26 กันยายน ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567

ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์

คณะรัฐศาสตร์ มธ.

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ มองว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ โดยช่วงนี้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐสำคัญมาก เพราะความขัดแย้งและการชิงดีชิงเด่น ระหว่างสหรัฐและจีนเข้มข้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าสหรัฐจะรับมือกับการเติบโตของจีนอย่างไร 

Advertisement

เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต มีวิธีการที่ต่างกันในเรื่องนี้รวมถึงจะเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและยุโรป คำกล่าวของทรัมป์อาจตีความได้ว่า ความสำคัญของยุโรปสำหรับสหรัฐอาจลดลงหากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

ส่วนปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินว่าชาวอเมริกันจะเลือกใครเป็นประธานาธิบดี มองว่าอันดับใหญ่ที่สุดอาจเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สหรัฐเจอกับสภาวะเงินเฟ้อสูง มีปัญหาข้าวยากหมากแพง แม้อาจปรับค่าแรงขั้นต่ำในบางรัฐ แต่ยังไม่พอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ภาวะเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่คนรู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน คนจึงรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

อีกปัญหาคือบ้านราคาสูง ชาวอเมริกันหาซื้อบ้านได้ลำบาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมือง ผู้สมัครคนใดจะมีนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และช่วยเหลือคนกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้น ต้องมามองในรายละเอียดว่าคนเลือกตั้งเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มไหน เพราะนโยบายของเดโมแครตอาจช่วยเหลือคนรายได้น้อยมากกว่าคนรายได้กลางค่อนสูงขึ้นไป กลุ่มนักธุรกิจลงทุนเองอาจไม่ได้เชื่อถือนโยบายเศรษฐกิจของเดโมแครต 

อีกเรื่องที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญคือเรื่องสังคม เช่น การทำแท้ง กลุ่ม LGBTQ+ รวมถึงเรื่องผู้อพยพ ที่ทรัมป์พยายามชี้ให้เห็นว่ามีปัญหามาก ซึ่งจริงๆ เป็นปัญหามากในเมืองบางแห่งที่รับผู้อพยพมาก แต่ไม่มีสาธารณูปโภคเพียงพอที่จะรองรับ 

อีกปัจจัยคือสงครามอิสราเอล แต่ทั้ง 2 ผู้สมัคร ยังไม่มีความแตกต่างของนโยบายมากนัก แต่ทรัมป์ชัดเจนมากกว่าจะไม่สนับสนุนสงครามใดเลย แต่ในความเป็นจริงก็ทราบกันดี ว่าอิสราเอลเป็นล็อบบี้ยิสต์ขนาดใหญ่ที่ให้เงินสนับสนุนทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ทำให้เมื่อถึงเวลาจริง ก็อาจไม่สามารถถอนตัวจากสงครามได้เต็มที่อย่างที่ทรัมป์กล่าวไว้ 

กรณีนโยบายเรื่องจีนของแฮร์ริสและทรัมป์แตกต่างกันมาก ทรัมป์จะต่อสู้กับจีนโดยการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งคนที่ยังไม่เลือกเทคะแนนให้กับใคร อาจเริ่มคิดว่าการตั้งภาษีคือการทำให้ภาษีไปเป็นภาระของประชาชนเสียเอง เพราะสิ่งของเกือบทุกอย่างทำจากจีน และการขึ้นภาษีไม่ได้กระทบกับผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว เพราะจีนจะตั้งกำแพงภาษีกลับ สินค้าต่างๆ จากสหรัฐจะเข้าไปขายในจีนยากขึ้น 

ส่วนกรณีความพยายามลอบสังหารทรัมป์ทั้ง 2 ครั้ง สะท้อนภาพการเมืองสหรัฐที่เต็มไปด้วยความรุนแรง วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้อย่างไรนั้น สังคมอเมริกันแบ่งขั้วจริง ตนอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาที่ร้อยละ 99 สนับสนุนพรรคเดโมแครต ทำให้ไม่ได้สัมผัสกับคนที่เชียร์รีพับลิกัน แต่เท่าที่ดูผู้สนับสนุนเดโมแครตแล้ว พบว่าเกลียด และกลัวทรัมป์ อาจเกลียดน้อยกว่ากลัวว่าทรัมป์จะทำให้ค่านิยมความเป็นอเมริกัน การรักษาประชาธิปไตย เสรีภาพถดถอยลง ในเรื่องสิทธิการทำแท้ง ก็กังวลว่าทรัมป์จะวีโต้กฎหมายฉบับนี้หรือไม่ หากบังคับให้ทุกรัฐไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการทำแท้งได้อีกแล้ว

ความพยายามลอบสังหารทรัมป์ในครั้งแรก ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ลงมือก่อเหตุมากนัก แต่รู้แค่ว่าสนับสนุนพรรครีพับลิกัน แต่การลอบสังหารครั้งที่ 2 น่าสนใจตรงที่มือก่อเหตุไม่ได้ลงทะเบียนว่าเป็นผู้สนับสนุนของทั้งรีพับลิกันและเดโมแครต แต่สิ่งที่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจคือการที่ทรัมป์บอกว่าจะไม่ช่วยเหลือยูเครนแล้ว จึงมองได้ว่าประเด็นหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนี้ คือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทรัมป์บอกว่าจะถอยออกมา มือปืนก่อเหตุลอบสังหารครั้งที่ 2 เคยไปช่วยเหลือยูเครนมาก่อน และมองว่าการต่อสู้กับรัสเซียเป็นเรื่องความดี-ความเลว จึงน่าจะแค้นจากเรื่องนี้ แต่ข้อมูลตอนนี้ยังมีไม่มากนัก

การเลือกตั้งครั้งนี้ คนไทยอาจเรียนรู้ได้ว่าประชาธิปไตยมีการเปลี่ยนขั้ว หมายถึงมีทะเลาะกัน มีการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งไปอีก 4 ปี และก็เปลี่ยนไปได้อีก 

ความสวยงามของประชาธิปไตยคือการที่ลองผิดลองถูกกับมันได้ ยังไม่มีใครพูดได้ว่าอเมริกาภายใต้การนำของแฮร์ริสจะเป็นอย่างไร แม้ว่าแฮร์ริสพยายามชี้ให้เห็นแง่ดีของการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่รู้ว่าฝีมือของแฮร์ริสในการบริหารงานเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าผลงานของแฮร์ริสในฐานะรองประธานาธิบดีค่อนข้างเงียบ แต่ไม่รู้ว่าอเมริกาในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไรหากทรัมป์ชนะ แต่ความสวยงามคือความไม่แน่นอน ที่ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดีนี้ จะอยู่กับเราแค่ 4 ปี และจะเลือกตั้งกันใหม่

ตอนนี้นโยบายของสหรัฐที่มีต่อไทยเป็นเรื่องที่ case by case ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องไหน ช่วงไหนจะตกลงในเรื่องอะไรได้ ไม่ได้มีความเชื่อถือ หรือความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นมหามิตรได้เหมือนในอดีต สังเกตได้ว่าแฮร์ริสไม่ได้มาไทยระหว่างการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการเยือนประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่อเมริกาอาจมองว่าเป็นประเทศที่พึ่งพาได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่ารายงานยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐจะระบุว่าไทยเป็นพันธมิตร แต่ในความเป็นจริงอาจดำเนินความสัมพันธ์ที่เป็นไปแบบแล้วแต่เรื่อง แล้วแต่โอกาสมากกว่า

วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์

ที่ปรึกษาสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย

แม้สหรัฐมีบทบาทสำคัญในการเมืองระหว่างประเทศ และประธานาธิบดีสหรัฐจะใช้อิทธิพลที่มีในการออกมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อโลก คนอเมริกันบางกลุ่มให้ความสำคัญกับนโยบายภายในประเทศเป็นหลักที่สำคัญ เช่น การทำแท้ง การอพยพ ภาษี และเงินเฟ้อ เป็นต้น โดยการทำแท้งสำคัญที่สุด ประเด็นนี้แบ่งแยกระหว่างแต่ละกลุ่มชัดเจน และคนอเมริกันโดยเฉพาะผู้หญิงสนใจมาก ซึ่งพรรครีพับลิกันเป็นพรรคอนุรักษนิยมและเชื่อในเรื่องศาสนา การทำแท้งควรผิดกฎหมาย แม้ผู้หญิงจะตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน หรือมีโรคที่หากตั้งครรภ์แล้วจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต 

ประเด็นที่ 2 ปัญหาผู้อพยพ เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเดโมแครต หลังผู้อพยพได้เป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายของสหรัฐ โดยนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้พอสมควร ซึ่งคนอเมริกันบางกลุ่มมองว่าผู้อพยพจำนวนมากเป็นปัญหา ทรัมป์ได้จับประเด็น และทำให้ช่วงแรกคะแนนนิยมนำพอสมควร โดยผู้สนับสนุนทรัมป์มองว่าผู้อพยพเป็นต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ จึงได้มีนโยบาย Make America Great Again นโยบายของทรัมป์จะเป็นในลักษณะ America First หมายความว่าผลประโยชน์ของสหรัฐต้องมาก่อน 

ทั้งนี้ มีประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนพรรคใดชัดเจน และพร้อมจะไปได้ทั้ง 2 ทาง ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เรียกกันว่า ‘สะวิงสเตต’ และจะเป็นผู้ตัดสินการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีทั้งหมด 7 รัฐ คือ วิสคอนซิน นอร์ทแคโลไรนา เพนซิลเวเนีย เนวาดา โอไฮโอ และจอร์เจีย 

ส่วนการเปลี่ยนตัวม้ากลางศึกของพรรคเดโมแครต คิดว่าถ้าไบเดนยังดึงดันเป็นผู้แทน เขาแพ้แน่นอน อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนตัวผู้แทนพรรคทำได้กระชับรวดเร็ว แม้กระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐจะยุ่งยาก ทำให้พรรครีพับลิกันของทรัมป์ไหวตัวไม่ทัน และแฮร์ริสก็ได้รับการสนับสนุนจากไบเดน 

รัฐธรรมนูญสหรัฐที่ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จ บทบาทของรองประธานาธิบดีจะโดดเด่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหน้าที่ที่ประธานาธิบดีมอบหมาย คนอเมริกันจึงไม่รู้จักแฮร์ริสนัก ประเด็นสำคัญในการรณรงค์หาเสียงของแฮร์ริสคือ ทำอย่างไรให้คนรู้จักเธอมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ชาวอเมริกันเริ่มรู้จักเธอแล้ว และในเวทีประชันวิสัยทัศน์ เธอก็ทำได้ดี ซึ่งทรัมป์มองว่าการเปลี่ยนตัว ไม่เป็นธรรมต่อเขา

ส่วนมิติทางประชากรศาสตร์ และการที่แฮร์ริสเป็นผู้หญิง และเป็นคนผิวสี สังเกตได้ว่าแฮร์ริสพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ และเน้นเรื่องนโยบาย ส่วนทรัมป์เคยออกมาโจมตีเธอว่าเธอไม่ใช่คนผิวดำตามที่อ้าง เพราะมารดาของเธออพยพมาจากอินเดีย แต่เธอจบจากมหาวิทยาลัยโฮวาร์ด (Howard University) อีกทั้ง มีโพลที่ไม่ขัดข้องว่าทรัมป์ หรือแฮร์ริสจะเป็นประธานาธิบดี แต่ 30% ไม่มั่นใจที่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้หญิง 

การเลือกตั้งสหรัฐสำคัญต่อโลก เนื่องจากเป็นมหาอำนาจของโลก ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจและการเมืองย่อมส่งกระทบต่อโลกอย่างหนีไม่พ้น ประธานาธิบดีสหรัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างๆ รัฐธรรมนูญสหรัฐบัญญัติไว้ว่า ประธานาธิบดีเป็นผู้บริหารประเทศแต่เพียงผู้เดียว และเป็นผู้มีสิทธิขาด ไม่มีแม้กระทั่งรองประธานาธิบดี แตกต่างจากระบบของไทยและอังกฤษ ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีในบริบทการเมืองการปกครองสหรัฐจริงๆ คือที่ปรึกษา เห็นได้จากชื่อตำแหน่งที่ใช้คำว่าเลขานุการ (secretary) 

การเลือกตั้งครั้งนี้ สำคัญกว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะทรัมป์ลงสมัครด้วย เนื่องจากภูมิหลังของทรัมป์เคยเป็นนักธุรกิจ จึงเล่นการเมืองแบบนักธุรกิจ และมองประเทศเป็นกำไรขาดทุน เขาคิดว่าระเบียบโลกทำให้สหรัฐเสียเปรียบ มีแนวคิดที่ว่าสหรัฐไม่เคยได้ผลประโยชน์ใดๆ จากสหประชาชาติ หรือนาโต ขณะที่ต้องจ่ายเงินค่าสนับสนุน อีกทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ทรัมป์มองว่ากฎหมายของสหรัฐควรจะมีอำนาจมากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง จะเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีนโยบาย Project 2025 จะทำให้ระบบการแบ่งแยกอำนาจหายไป ขณะที่รัฐธรรมนูญสหรัฐให้อำนาจสูงสุดแก่ประธานาธิบดีอยู่แล้ว จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน 

นโยบายต่างประเทศของทรัมป์จะคิดอัตราภาษีเท่ากับอีกประเทศคิดกับสหรัฐ เป็นนโยบายตาต่อตาฟันต่อฟัน และต้องการกีดกันไม่ให้จีนมีอำนาจทางการเงินเหนือสหรัฐ อย่างไรก็ดี จีนต้องการให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีมากกว่าแฮร์ริส เพราะคิดว่าหากตกลงผลประโยชน์ร่วมกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจะราบรื่น ทรัมป์ยังจะเป็นมิตรกับรัสเซียและเกาหลีเหนือ มีการพูดเสมอว่านายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีผลประโยชน์ที่อยากให้ทรัมป์เป็นมากกว่า โดยอาจเห็นภาพสหรัฐทำสนธิสัญญากับประเทศที่ระบอบการปกครองไม่ใช่ประชาธิปไตย ขณะที่นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน คงไม่อยากให้เป็น ส่วนสหภาพยุโรปก็คงกังวลเช่นกัน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมองว่าระเบียบโลกปัจจุบันไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ เมื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดี คงไม่สนใจภูมิภาคเอเชียเท่าไรนัก คงไม่ทำสนธิสัญญากับอาเซียน ไม่สนใจเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) หรือภูมิภาคอินโดแปซิฟิก แต่จะเลือกที่จะสนธิสัญญาทวิภาคีระหว่างประเทศนั้นๆ และสหรัฐโดยตรงมากกว่า

การเลือกตั้งสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไรนั้น ไม่แน่ใจว่าทรัมป์รู้จักไทยหรือไม่ แต่ไม่น่าสนใจ และไทยไม่ได้อยู่ในสายตา หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีจะส่งผลกระทบต่อไทยเรื่องการค้า และอาจบังคับให้ไทยต้องเลือกข้างในการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งไทยได้รับผลประโยชน์จากทั้งจีนและสหรัฐ และไม่สามารถทิ้งจีนได้ เนื่องจากใกล้ชิดจีนมากกว่า เพราะมีผลประโยชน์ทางการค้ากับไทยอย่างยิ่ง ขณะที่สหรัฐมีกองกำลังทหารในภูมิภาคด้วย ดังนั้น อาจทำให้ไทยลำบากใจ และหากไทยร่วมมือกับจีน ก็อาจโดนมาตรการภาษีในการสงครามการค้าไปด้วย 

ในกรณีที่แฮร์ริสชนะเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคเดโมแครตให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สหรัฐอาจเรียกร้องให้ไทยมีบทบาทในการเมืองภายในของเมียนมามากขึ้น ในรัฐสภาสหรัฐ มีสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งเป็นคนไทย นางแทมมี่ ดักเวิร์ธ และสัมพันธ์ใกล้ชิดแฮร์ริสดีทำให้ไทยมีช่องทางล็อบบี้ ซึ่งถูกกฎหมายสหรัฐ จะทำให้ไทยเข้าถึงแฮร์ริสได้ อีกทั้งผมเคยเชิญดักเวิร์ธมาสอนที่ มธ. เธอพูดไทยได้และมีความเป็นคนไทย แต่ถ้าหากเป็นทรัมป์ ไทยจะเข้าไม่ถึงเลย 

ถ้าเดโมแครตชนะจะดีกว่าสำหรับไทย ความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือจะมีน้อย แต่ถ้าทรัมป์นั่งประธานาธิบดี ไม่มีอะไรที่คาดการณ์ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทรัมป์