รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร 1 เดินหน้าบริหารประเทศด้วยอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้อง ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกันของรัฐบาลผสม 11 พรรค
โดยมีพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ
หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้น ได้เดินหน้าทำงานบริหารประเทศทันที ด้วยการขับเคลื่อนทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคู่กับ
การเดินหน้างานการเมือง อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งการแก้ไขทั้งฉบับ ผ่านการยกร่างของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา ในประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน
อย่าง การแก้ไขมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 เพื่อให้มีกรอบการพิจารณามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น ปิดช่องการใช้ดุลพินิจตีความ
รวมทั้งการแก้ไขอำนาจขององค์กรอิสระ ใน 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้แก่ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561
ในประเด็นการวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ส.ว. สิ้นสุดลง หรือความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว จากเดิมที่ใช้มติเสียงข้างมากของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แก้เป็นต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เท่าที่มีอยู่ และแก้ไขเรื่องคำวินิจฉัยที่ผูกพันกับทุกองค์กรนั้นให้เฉพาะคำวินิจฉัยที่เป็นประเด็นหลักโดยตรงของเรื่องที่วินิจฉัยเท่านั้นที่จะผูกพัน
ข ณะที่มีการเสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ตัดอำนาจการยื่นฟ้องเองของ ป.ป.ช. รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาการพิจาณาคดีของ ป.ป.ช. ต้องมีระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายในกี่ปี
แม้ในช่วงแรกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นตรงกันในประเด็นการแก้ไขมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อตีกรอบการวินิจฉัยให้ชัดเจน ปิดจุดอ่อนการตีความโดยกว้าง
ไม่ให้ซ้ำรอยกับ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขัดกับมาตรฐานจริยธรรม กรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แต่เมื่อกระแสสังคมและกลุ่มนักร้องที่เชื่อมโยงกับขั้วอำนาจเก่า ปลุกกระแสคัดค้านการแก้ไขมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง ว่าเป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ
นักการเมือง
สุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 114 หากมีการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวได้
สุดท้ายเมื่อแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง
เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมและไม่เป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง อีกทั้งยังมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เท่ากับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชน ที่เผชิญอยู่ในขณะนี้
แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) จึงยึดเหตุผลเช่นเดียวกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เดินเกมถอยแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา โดยให้เป็นไปตามกลไกของรัฐสภา
ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. … ในชั้นการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ที่อาจจะแก้ไขสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
คือ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องที่ทำประชามตินั้น แปลความได้ว่า ต้องใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น
ส่งผลต่อการทำประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ผ่านได้ จนอาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขได้ทันในห้วงรัฐบาลนี้
การเดินหน้างานการเมืองผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเกิดแรงต้านผ่านสัญญาณของพรรคร่วมรัฐบาล จนส่งผลให้แกนนำรัฐบาล อย่างพรรค พท. ต้องยอมเล่นเกมถอยตาม
ต รงข้ามกับการเดินหน้านโยบายแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน ผ่านโครงการเติมเงิน 10,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับกลุ่มเปราะบางจำนวน 14.5 ล้านคน ในเฟสแรก แม้จะเป็นการปรับรูปแบบ
จากโครงการเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่พรรค พท.ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่เมื่อคิกออฟโอนเงิน 1 หมื่นบาท ให้กับกลุ่มเปราะบางได้รับเงินในเบื้องต้นแล้ว จึงช่วยลดแรงกดดัน ที่มีต่อรัฐบาล
ที่เดินหน้าแจกเงิน 1 หมื่นได้ตามที่ประกาศไว้ แม้จะต้องลุ้นต่อกับการจ่ายเงิน 1 หมื่นบาท ในเฟสที่ 2 อีกกว่า 22 ล้านคน ว่าจะมีความชัดเจนในการจ่ายเงินในรูปแบบใด และโอนเงินได้เมื่อใด
ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องไปหาทางออก
เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั้งพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ที่พรรคร่วมรัฐบาลส่งสัญญาณตรงกัน ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเร่งเยียวยา
ให้เกิดขึ้นกับประชาชนโดยเร็ว ผ่านการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของทุกพรรคร่วมรัฐบาล ที่ระบุตรงกันว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถือเป็นวิถีของรัฐบาลผสม ที่ ส.ส.เมื่อผ่านการเลือกตั้ง ย่อมถือเป็นตัวแทนของประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมมีสิทธิในการเสนอแนะและคัดค้าน ในแต่ละนโยบายที่จะขับเคลื่อน
ผ่านการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะหาข้อสรุปผ่านการพูดคุย เพื่อให้การเดินหน้าทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือของนายกฯ และผู้จัดการรัฐบาล ในการบริหารความสัมพันธ์ของพรรคร่วมให้เดินหน้าทำงานร่วมกัน จนครบวาระได้หรือไม่

