หน้าแรก การเมือง ธนาธร ชี้ ‘ใน...

ธนาธร ชี้ ‘ในนามของความมั่นคงฯ’ ทำประชาชนรู้ทันกองทัพ ยกโควตพวงทอง คำต่อคำ อัด กอ.รมน.ทำงานซ้ำซ้อน

27.09.24 | 19:38 น.

ธนาธร ชี้ ‘ในนามของความมั่นคงฯ’ ทำประชาชนรู้ทันกองทัพ ยกโควตพวงทอง คำต่อคำ อัด กอ.รมน.ทำงานซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ห้องประชุมมาลัย หุวะนันทน์ ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “ความมั่นคงภายใน: อำนาจของทหาร ภารกิจของประชาชน“ เนื่องในโอกาสตีพิมพ์หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมของกองทัพในสังคมไทย” ซึ่งเขียนโดย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ

บรรยากาศเวลา 15.30 น. ร่วมเสวนาโดย ผศ.ดร.กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS), Japan ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในตอนหนึ่ง นายธนาธรกล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากถ้าไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในเมือง แต่เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด พวกเขาต้องอาศัยสวัสดิการจากภาครัฐ ประชาชนจำนวนมากจึงอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ขณะที่เราสามารถจะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ แต่ประชาชนต่างจังหวัดไม่ได้รับสิ่งนั้น ทำให้เกิดความกลัว ไม่ว่าจะเป็นกลัวถูกคุกคาม กลัวไม่ได้เข้าถึงสิทธิของตนเอง เช่น ในต่างจังหวัด ผู้ที่ต้องการกู้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต้องอนุมัติโดยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกลไกแบบนี้ก่อให้เกิดความกลัว

“ผมเคยมีประสบการณ์ในขณะที่ปฏิบัติงานกับคณะก้าวหน้า กำลังทำเรื่องพัฒนาท้องถิ่นน้ำประปาดื่มได้ โดยมีการเปิดแถลงข่าว วันต่อมานายกเทศมนตรีที่นั่นได้รับจดหมายจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และนายอำเภอ เรื่องการตรวจสอบโรงผลิตน้ำประปาจนมีหนังสือมาถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอตรวจสอบระบบน้ำประปา ซึ่งผมก็สงสัยว่าทำไม กอ.รมน.จึงเข้ามามีส่วนกับเรื่องนี้ได้” นายธนาธรกล่าว

Advertisement

นายธนาธรกล่าวว่า ตราบใดที่เรายังไม่สามารถสร้างสังคมไทยให้เป็นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนยังมีความกลัวในการแสดงออกถึงสิทธิและความคิดเห็นของตนเอง ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

“ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการนำเสนอ และรวบยอดทางความคิดอย่างเป็นระบบต่อการศึกษากองทัพ และ กอ.รมน. ผ่านวิธีทางความคิดของความมั่นคง รายละเอียดของหนังสือทอดผ่านยุคสมัยตั้งแต่ปี 2500 ถึงปี 2560 กรณีที่ถูกนำเสนอมีหลักฐานปรากฏทั้งในหนังสือพิมพ์ งานวิชาการ และบันทึกการประขุมรัฐสภา แต่ถูกเก็บไว้อย่างกระจัดกระจาย งานนี้จะเป็นหนังสือที่จะทำให้ประชาชนรู้ทันกองทัพว่า มีเบื้องหลังทางความคิดจนนำไปสู่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่ามีเหตุเกิดมาจากอะไร มีกิจกรรมหลายประเด็นที่ กอ.รมน.เข้าไปมีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการอบรมการจัดสรรที่ดิน บำบัดผู้ติดยาเสพติด พัฒนาชุมขนเข้มแข็ง พัฒนาโครงการจัดหาแหล่งน้ำ จัดระเบียบชายหาด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ผมไม่คิดว่าจะเป็นกิจกรรมที่กองทัพควรเข้าไปมีบทบาทกิจการพลเรือนเหล่านี้ ผมไม่ทราบว่า กอ.รมน.เข้ามาปฏิบัติงานเหล่านี้ได้อย่างไร ผมมองว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ปกติ ไม่มีใครมองเห็นกลไกของเรื่องนี้จนเราเห็นเรื่องที่ไม่ปกติกลายมาเป็นสิ่งปกติ ในหนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นการเข้าไปมีอิทธิพลในองค์กรต่างๆ ของ กอ.รมน.ที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในระบบราชการของทุกจังหวัด รวมถึงความมั่นคงในปัจจุบันที่เราทราบกันดีว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเป็นอันดับหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่ายังมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้มีอำนาจลำดับที่ 2 อยู่ หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเห็นกระบวนการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจากฝ่ายความมั่นคง” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวว่า ตนอยากนำรายละเอียดมากมายจากประสบการณ์ทำงานทางการเมืองระยะเวลา 6 ปีของตัวเองที่ประชาชนยังไม่รู้เกี่ยวกับการต้องพบเจอปัญหากับฝ่ายความมั่นคงในหนังสือเล่มนี้ด้วย

“รศ.ดร.พวงทองกล่าวในหนังสือหน้า 99 ว่า การที่กองทัพเข้ามาใช้ความมั่นคงผลักดันกิจการพลเรือนต่างๆ เป็นการแย่งชิงทรัพยากรไปจากหน่วยงานพลเรือนที่มีความรู้กับปัญหานั้นโดยตรง ประเด็นสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองถูกทำให้เป็นปัญหาด้านความมั่นคงและการแก้ไขในแบบทหาร ผมอยากยกตัวอย่างโครงการที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง เช่นโครงสร้างเขื่อนกันคลื่น งบประมาณ 5 ร้อยกว่าล้าน ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นคงเลย หน้าที่ส่วนนี้ขึ้นตรงอยู่กับกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย งานซ้ำซ้อนกันแน่นอน และงบกำลังพล 3 พันกว่าล้านบาทที่อยู่ภายใต้สังกัด กอ.รมน. ปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงกรมบัญชีกลางก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่างบประมาณส่วนนี้ถูกใช้ในส่วนไหนบ้าง แต่ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นพวกเขาจะสามารถตอบได้” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวต่อไปว่า รศ.ดร.พวงทองกล่าวไว้ในหนังสือหน้า 219 และ 220 ว่า อำนาจอันกว้างใหญ่ของทหารไทย แทบไม่ถูกท้าทายจากฝ่ายประชาชนตามแบบประชาธิปไตยเลย รัฐบาลพลเรือนในอดีตก็ปล่อยให้เรื่องแบบนี้ดำเนินไปโดยไม่ตั้งคำถามว่าภาษีประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายอำนาจของทหารมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป การขยายอำนาจของกองทัพแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากความร่วมมือของชนชั้นนำร่วมกันผลักดันกฎหมายหลายชนิดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพ เพราะพวกเขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองได้ก่อนใคร

“รศ.ดร.พวงทองกล่าวไว้ในหนังสือเรื่องบประมาณว่า ถ้าเราไปดูถึงปัญหาการใช้งบประมาณของกองทัพมีการใช้แบบค่อยเป็นค่อยไปมาก 15 ปีที่ผ่านมา แม้งบโดยภาพรวมจะลดลง แต่มีงบบางส่วนไปปรากฏอยู่ที่อื่นคือเรื่องการจัดการปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนงบที่เป็นตัวหลักอย่างงบกำลังพลและงบดำเนินการในช่วง 15 ปี เพิ่มขึ้น 160 และ 176 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขัดกับการเติบโตของ GDP เติบโตแค่ 86 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นการเบียดเบียนทรัพยากรของประเทศ แทนที่จะได้ใช้งบประมาณส่วนนี้ไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า ที่หนักไปกว่านั้นผมทราบว่า 20 ปีที่ผ่านมางบประมาณที่ใช้ในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกใช้มากถึง 5.64 แสนล้าน ซึ่งมีกองทัพและ กอ.รมน.เป็นผู้เกี่ยวข้อง พวกเรายังไม่สามารถตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ใช้ในส่วนนี้ด้วย เพราะเราจะถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนทันที” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ในหนังสือหน้า 72 รศ.ดร.พวงทองกล่าวว่า ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่มีการสอดนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พวกเขากำลังเดินรอยตามรัฐบาลในอดีต เพราะพวกเขาไม่กล้าท้าทายอำนาจกองทัพ แต่พยายามเอาใจกองทัพโดยการมอบหมายภารกิจด้านพลเรือนต่อกองทัพมากขึ้น ซึ่งเมื่อตนย้อนกลับไปดูคำแถลงนโยบายของนายเศรษฐาพบว่าไม่มีนโยบายนี้จริง

“พอมาถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จึงเห็นนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นระบบสมัครใจ ต้องมาติดตามต่อไปว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อปีที่แล้วก่อนการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมี MOU ที่จะสนับสนุนเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ 3 ฉบับได้แก่ กฎอัยการศึก พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่พูดถึงการเพิ่มสัดส่วนพลเมืองในสภากลาโหม และยกเลิก กอ.รมน.ซึ่งร่างยกเลิก กอ.รมน.ถูกปัดตกด้วยสาเหตุว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณทั้งที่เป็นการลดงบประมาณ ซึ่งน่าเสียดายมากที่ถูกปัดตกไป”

นายธนาธรกล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากระบบเพื่อทำให้ระบบแบบนี้ยังดำรงต่อไปได้