‘นันทนา’ จี้ถาม ‘รมว.พณ.’ จัดการแอพพ์ Temu จากจีน 5 ข้อ หวังช่วย SMEs ด้าน ‘พิชัย’ ชี้สินค้าจีนแทรกแค่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุเกิดจากโควิด ตำหนิ ‘แบงก์ชาติ’ ต้องเป็นหลักช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่คลังกับรัฐ ยันจับตาใกล้ชิด ไม่ปล่อยผ่านสินค้าจีนไร้มาตรฐานเข้าประเทศ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือของ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. ถาม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เรื่อง ขอให้รัฐบาลเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาหารครอบงำของอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการ SMEs ในไทยว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเอสเอ็มอีไทย ซึ่งแพลตฟอร์มล่าสุดคือทีมู (Temu) ประเทศจีน ที่ขายสินค้าทุกชนิดด้วยราคาต่ำมาก โดยใช้วิธีตัดพ่อค้าคนกลางออกไปทำให้ทีมูประสบความสำเร็จทั้งในอเมริกาและยุโรปอย่างรวดเร็ว โดยใช้วิธีลดต้นทุนเพื่อให้ต่ำที่สุด ขณะเดียวกันคนที่ซื้อสินค้าราคาถูกเหล่านี้ก็อาจได้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือใกล้หมดอายุ มีสารปนเปื้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือใช้ไม่ได้จริง ที่เราเรียกว่า “ไม่ตรงปก” เมื่อสินค้าขายไม่ได้ก็กลายเป็นขยะที่กำลังมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้
น.ส.นันทนากล่าวต่อว่า ที่สำคัญพ่อค้าแม่ค้าไทยได้รับผลกระทบไปเต็มๆ เนื่องจากผู้บริโภคสั่งซื้อตรงจากโรงงานที่ผลิตในประเทศจีนผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว และประเทศไทยขาดดุลการค้ากับประเทศจีนติดต่อกันมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยเรื่อยโดยใน 6 เดือนแรกของปี 2567 มีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 7.12% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.33 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 15.66 %

“ก่อนหน้านี้เห็นข่าวว่ารัฐมนตรีขอความร่วมมือผ่านทางทูตให้ทางทีมูมาจดทะเบียนและมาตั้งบริษัทในไทย ก็เอาใจช่วยว่าจะทำได้จริง เพราะขนาดเกาหลีใต้สามารถทำให้ทีมูมาจดทะเบียนในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่าสถานที่ตั้งไม่พบว่ามีผู้บริหาร มีเพียงป้ายที่แสดงสัญลักษณ์ของบริษัททีมูอยู่เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐมนตรีที่ไปชวนเขามาตั้งบริษัท ขณะที่กิจกรรมไลฟ์คอมเมิร์ซไทย-จีนที่ดึงอินฟลูเอนเซอร์ช่วยขายสินค้าไทยที่คาดว่า 5 วันจะทะลุพันล้านบาท ดูตัวเลขแล้วน่าทึ่ง แต่เทียบไม่ได้กับยอดที่ไทยขาดดุลจีน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ฉาบฉวย” น.ส.นันทนาระบุ
น.ส.นันทนากล่าวต่อว่า ขอตั้งคำถามต่อกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้เอสเอ็มอีได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ 5 ข้อคือ 1.มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบงำจากอีคอมเมิร์ซข้ามชาติอย่างไร 2.มีมาตรการในการสนับสนุนเยียวยา SMES ในไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างไร 3.มีมาตรการในการจัดการกับปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ อันเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่จะเข้ามาตามแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติอย่างไร 4.มีแผนยุทธศาสตร์อย่างไรในการแก้ไขการขาดดุลการค้าไทยจีน และ 5.ประเทศไทยจะร่วมมือกับอาเซียนอย่างไรในการจัดการกับปัญหานี้

ด้านนายพิชัย รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า ไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาจีนเพราะเป็นตลาดใหญ่ หากเจรจาต่อรองขายของในจีนจะได้ประโยชน์เยอะ ซึ่งได้เชิญเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าหารือหลังรับตำแหน่งรัฐมนตรี จีนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยทุกอย่าง โดยเรื่องแรกๆ ที่จะทำคือต้องให้สินค้าจีนมีมาตรฐาน เช่น ผ่าน มอก. อย. และมีป้ายติดชัดเจน ซึ่งจีนยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด และส่วนตัวจะไม่ยอมเด็ดขาดหากมีการขายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ จีนยังยืนยันที่จะลงทุนในไทยเพิ่ม แต่สิ่งสำคัญที่สนใจต่างชาติคืออยากให้มีเทคโนโลยีที่สูงมาลงทุนในไทยมากขึ้น
นายพิชัยยังกล่าวถึงกรณีแพลตฟอร์ม Temu สัญชาติจีนว่า ถ้ามาตั้งที่ไทยจริงก็ต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ และจะติดตามมอนิเตอร์สินค้าจีนที่เข้ามาอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าไม่นิ่งนอนใจ มีมาตรการให้ความช่วยเหลือ SMEs ทั้งสร้าง SMEs รุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และการแก้ไขปัญหา SMEs ต้องบูรณาการทุกกระทรวง ต้องดูเรื่องหนี้สินของ SMEs เพราะปัจจุบันหนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก จะยากต่อการเดินหน้าต่อ โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต้องร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาในภาพรวม เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

นายพิชัยกล่าวว่า สินค้าจีนมาแทรกแซง SMEs เป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นปลายเหตุ แต่ต้นเหตุที่เกิดปัญหามาจากโควิด-19 ซึ่งการตัดหนี้ก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้น จึงอยากให้ ธปท.มองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่ต้องช่วยเหลือกัน กระทรวงการคลังร่วมมือกับ ธปท. แต่ ธปท.เรายังไม่ยอมลดดอกเบี้ย พอตนออกมาตำหนิ ธปท.คนก็มาตำหนิตน
“ผมยืนยันไม่ได้ด่าแบงก์ชาติ แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ขนาดนี้ จะต้องออกมาตรการช่วยเหลือให้ฟื้น เหมือนประเทศจีนออกแพคเกจใหญ่มาช่วย แต่ 10 ปีแบงก์ชาติไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งที่มีหน้าที่ช่วยเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่เพียงกระทรวงการคลัง หรือรัฐบาลมีหน้าที่อย่างเดียว แต่ทั้งโลกแบงก์ชาติมีหน้าที่ฟื้นเศรษฐกิจ อย่างสหรัฐหากมีปัญหาก็อัดเงิน จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น

ผมยืนยันว่าไม่อยากทะเลาะกับใคร หรือข้องใจกับใคร บางครั้งอาจพูดแรงไปบ้าง เพราะรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งหอการค้า ภาคอุตสาหกรรม โทรมาบอกว่ามันจะเจ๊งกันอยู่แล้ว มาเจอโควิด-19 ดอกเบี้ยแพงหลายเรื่อง เราพยายามแก้ทุกทาง แต่ต้องแก้ภาพรวมทั้งหมดด้วย เราอยากแก้ทุกอย่างพร้อมกัน ร่วมมือกันทุกฝ่าย ที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤต ทำอย่างไรให้ฝ่าวิกฤตไปให้ได้” นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยกล่าวย้ำว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์กำลังทำคือเร่งเจรจาการค้า ในการแก้ปัญหาผู้ประกอบการ SMEs จะมีการแถลงเร็วๆ นี้ โดยนายกรัฐมนตรีมีหลายโปรแกรมที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะเป็นหน้าที่หลัก รวมถึงต้องผลักดันผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนยินดีเปิดรับฟังและแก้ไขให้กับผู้ที่มีปัญหา

