‘อนุทิน’ กังขาขนส่งฯ ตรวจสภาพรถบัสนร.ติดถังแก๊สนับสิบถังผ่านได้อย่างไร บิ๊กต่ายชี้จดทะเบียนถูกต้องเพียง 6 ถัง
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ห้องรับรอง ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมร่วมกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบ.ตร.ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาของคณะครูและเด็กนักเรียนเกิดเหตุเพลิงไหม้ บนถนนวิภาวดีรังสิต หน้าอนุสรณ์สถาน จ.ปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตจำนวน 23 ราย และบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย
หลังประชุมเสร็จ น.ส.แพทองธาร กล่าวตอบข้อถามว่ามีข้อเสนอการใช้รถโรงเรียนอยากให้ใช้รถบัสแบบสหรัฐอเมริกาที่ข้างหลังมีประตูเปิดได้ด้วย นายกฯ กล่าวว่า ได้คุยกับกระทรวงคมนาคมในเรื่องนี้จะต้องมีการวางแผนกัน จริงๆแล้วเรื่องทัศนศึกษาคือการเปิดโลกให้เด็กๆ ไม่อยากจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การทัศนศึกษาไม่ได้ทำร้ายเด็ก แต่รถที่ไม่ได้ถูกดูแลหรือถูกตรวจสอบคือสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ต้องมาแก้ปัญหากระทรวงคมนาคมจะวางกฎและกรอบอย่างไร จะใช้โอกาสนี้วางระบบให้ชัดเจนขึ้นได้ การตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง ต้องเช็กให้ครบว่าทุกอย่างว่าพร้อมสำหรับการเดินทางหรือไม่
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กล่าวในวันเดียวกันว่า ต่อข้อถามเรื่องการยกเลิกการทัศนศึกษา ว่า คิดว่าการไปทัศนศึกษา ไม่ใช่มูลเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้น สาเหตุคือเรื่องมาตรฐานของคนขับรถ มาตรฐานการจัดรูปขบวนในการเดินทาง คุณภาพของรถ อย่างกรณีนี้ต้องไปดู เพราะเห็นกับตา
“ทำไมรถบัสคันหนึ่งถังแก๊สเยอะขนาดนี้ นับๆดูเป็น 10 ถัง ต้องไปดูว่ากฎหมายกำหนดไว้อย่างไร มีถังแก๊สตั้งแต่หน้ารถ กลางรถ ท้ายรถ ข้างรถ จะเดินทางอะไรกัน กะจะไม่ต้องพักต้องผ่อนกันเลยหรือ มองจากสายตาที่ผมเคยเป็นวิศวกรคุมงานมาก่อน ก็มองว่าควรจะมีแผ่นเหล็กที่คอยกั้นไม่ให้ประกายไฟถึงตัว คือจะต้องเซฟตี้มากกว่านี้เป็นพื้นที่นิรภัย มั่นใจว่ามาตรฐานของกรมขนส่งทางบกมีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่ารถคันนี้ผ่านการตรวจสภาพมาอย่างไร ตำรวจคงจะต้องทำหน้าที่ขยายผล แต่ที่เห็นถามว่าปลอดภัยหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ปลอดภัยแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว
ทางด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ จากการรายงานของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระบุว่า เป็นรถโดยสารชั้นเดียว ยางล้อหน้าทั้งซ้ายและขวาไม่พบร่องรอยการระเบิด ประตูฉุกเฉินด้านหลังขวาสามารถใช้งานได้ มีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยครบ ได้แก่ ประตูฉุกเฉิน ทางออกฉุกเฉิน ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก ซึ่งทีมสอบสวนอุบัติเหตุกรมการขนส่งทางบกจะร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐานทำการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก ใช้เครื่องมือในการตัด ถ่าง ยกรถ ถอดล้อ เพื่อตรวจสอบการติดตั้งก๊าซซีเอ็นจี ระบบห้ามล้อ ระบบบังคับเลี้ยว เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้
นายสุริยะ กล่าวว่า ขบ. เตรียมเรียกรถโดยสารสาธารณะที่ติดตั้งเชื้อเพลิงซีเอ็นจีทั้งหมด เข้ารับการตรวจสภาพระบบเชื้อเพลิงซีเอ็นจี ซ้ำ ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรฐานการใช้รถโดยสารสาธารณะไปทัศนศึกษา กล่าวคือ การเลือกใช้ผู้ประกอบการขนส่งและยานพาหนะที่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดจะให้ความร่วมมือในการพิจารณาคัดเลือก
ที่ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) แถลงความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุเพลิงไหม้รถบัสรับส่งนักเรียนว่า ในส่วนของผู้ขับขี่บัสคันเกิดเหตุ ภ.จว.ปทุมธานี และ บก.สส.ภ.1 ติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เวลา 19.30 น. นำตัวมาสอบสวนยัง สภ.คูคต แจ้งข้อกล่าวหา “ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล แล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือ ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย”
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และพนักงานสอบสวน สภ.คูคต เตรียมนำตัวไปฝากขัง โดยรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้วหลายปาก วัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ภาพบันทึกกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะผลตรวจพิสูจน์สภาพรถคันเกิดเหตุทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า สพฐ.ตร.ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจสภาพและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น เบื้องต้นพบว่ารถบัสคันดังกล่าวมีถังแก๊สเชื้อเพลิงจำนวน 11 ถัง จดทะเบียนถูกต้องเพียง 6 ถัง ส่วนที่เหลือ 5 ถัง ไม่อยู่ในรายการจดแจ้งกับเจ้าหน้าที่ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป หากพบว่ามีบุคคลหรือบริษัทใดเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการกระทำความผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

