นิกร หวัง 2 สภาเห็นพ้องหาข้อยุติแก้กม.ประชามติได้ทันเลือกนายกอบจ. ชี้ ส.ส.สามารถหักส.ว.ได้ แต่ห่วงไม่ได้ 72 เสียงแก้รายมาตรา-ทั้งฉบับ หากไม่ทันไม่มีพรรคไหนเสีย มีแต่ปชช.เสียโอกาส เหน็บ ท่าที ภูมิใจไทย มองแก้รธน.ไม่ใช่เรื่องด่วน แต่ก็ไม่มีเหตุที่จะดึง
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีหลายพรรคการเมืองมีแนวโน้มว่า จะถอยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่า หลายพรรคการเมืองเคยมีนโยบายที่บอกกับประชาชนว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายซึ่งมีผลผูกพัน อย่างไรก็ต้องทำ แต่ตอนนี้คือมีการแฉลบซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรมีน้ำหนักตามสมควร โดยตอนที่จัดทำกฎหมายประชามติมีข้อเสนอ ข้อสังเกต และข้อคิดเห็นมาจากกระทรวงมหาดไทยที่ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายฉบับใหญ่ที่ผูกพันประชาชน ควรจะมีเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีการเสนอเข้ามานั้น เขาใช้เสียงชั้นครึ่ง คือ เขาต้องออกมาใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่ที่จะต้องได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ผู้มีสิทธิก่อนนั้น เรามาขอเขาให้ลดระดับลง เขาก็ยอมลดระดับลงมาเหลือ 1 ใน 4 ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งเราก็เอาตามเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
เมื่อถามถึงกรณีที่วุฒิสภา มีมติให้กลับไปใช้เสียงข้างมากสองชั้นในการทำประชามติ นายนิกรกล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ.วุฒิสภา ก็มีการแฉลบมาเยอะในขณะที่มีการพิจารณาเป็นรายมาตรา ซึ่งการแก้ไขตามมาตรานั้นเป็นเหตุอ้างได้ในชั้นของวุฒิสภา จึงทำให้วุฒิสภาไหลไปทางนั้น แต่ถามว่าขณะนี้สิ้นหวังหรือยัง ก็ยัง เรายังมีโอกาสอยู่คือสามารถประเมินกันได้เลยว่าหากแก้มาในหลักการเช่นนี้ ต้องกลับมาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำมายืนยัน ซึ่งตนเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรจะยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาแน่นอน เพราะเป็นหลักการใหญ่ ซึ่งหากไม่เห็นด้วยก็จะต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วมกัน

นายนิกรกล่าวต่อว่า วันที่ 9 ตุลาคม สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาเรื่องนี้เพื่อยืนยัน ซึ่งจะต้องยืนยันอยู่แล้วไม่เช่นนั้นหน้าตาของสภาผู้แทนราษฎรจะอยู่ตรงไหน ถูกบีบมาเช่นนี้ โดยจะต้องมีการเสนอชื่อคนที่จะไปเป็น กมธ. 10 คน หลังจากนั้นก็จะต้องกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 15 ตุลาคม เพื่อเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็น กมธ.อีก 10 คน ส่วนวันที่ 16-23 ตุลาคม กมธ.ร่วมต้องตกลงกันให้ได้ โดยภายในวันที่ 28 ตุลาคม วุฒิสภาจะต้องยืนยันและเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของ กมธ.ร่วม ซึ่งหากทั้ง 2 สภาเห็นด้วยวันที่ 30 ตุลาคม ก็จะมีผล และวันที่ 31 ตุลาคม สามารถส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่จะมีการเลือกนายก อบจ. ก็ยังทันอยู่ เพราะตอนแรกยังกังวล เนื่องจากเกรงว่าวุฒิสภาจะดึง
เมื่อถามว่า ยังมีหวังที่จะทำประชามติรอบแรกทันการเลือกนายก อบจ.ใช่หรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า ตนกังวลว่าจะเลยเถิด เพราะอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะข้ามวุฒิสภาไปได้เลย คือแค่ยืนยันแล้วรอ 6 เดือนที่จะกลับไปใช้เสียงข้างมาก 1 ชั้นในการทำประชามติ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) สามารถกำหนดเองได้ ทั้งนี้ หากผ่านการพิจารณาของสภาแล้วต้องกลับเข้ามาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งหากถึงขั้นที่ข้ามวุฒิสภาไปแล้ว ก็จะเกิดปัญหาว่าเขาจะให้ 72 เสียงกับเราหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตราหรือทั้งฉบับ เราก็จะไม่ได้รับเสียงจาก ส.ว.เลย ตนยังห่วงตรงนี้อยู่ และมองว่าเรายังควรมีวุฒิสภาอยู่ แต่ไม่ควรที่จะมีปัญหากันเดี๋ยวจะลุกลาม เพราะกฎหมายทุกฉบับต้องผ่านระบบนี้อยู่
ถามว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทย เขามองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแล้ว นายนิกรกล่าวว่า ก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่มีเหตุที่จะมาดึงตรงนี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเร่งด่วน แต่เป็นเรื่องของกฎหมายฉบับหนึ่งที่ควรจะเป็นอย่างไร และเราก็ไม่สามารถจะไปพูดได้ว่า ภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับวุฒิสภาอย่างมีนัยยะสำคัญ เราอาจจะมองได้แต่พูดไม่ได้ เรื่องนี้อย่าไปคิดว่าใครจะได้อะไร แต่ให้คิดมุมกลับว่าใครจะเสียอะไร ซึ่งที่จะเสียแน่ๆ คือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
เมื่อถามว่า ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้หวังว่าจะทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า หวังเช่นนั้น และหวังมา 20 ปีแล้ว เราไม่ถอย หากมันจบ เราก็หวังต่อไปว่า 180 วัน ก็ 180 วัน เราจะสามารถดีกันได้ เราต้องมาร่วมกันทั้ง 2 สภา ต้องยอมถอยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างยืน แล้วก็ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีพรรคไหนหรือสภาไหนเสีย มีแต่ประชาชนเสียโอกาส
เมื่อถามถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกรกล่าวว่า เราอยากได้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่มีการแก้ไขมาตราเหมือนนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะหากแก้ไขรายมาตรา เราจะไปคิดแทนประชาชน ซึ่งเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน สามารถแก้ไขได้บ้างไม่ใช่แก้ไขไม่ได้เลย และเราต้องการ ส.ส.ร.เพื่อต้องการลดความขัดแย้ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากทหาร

