หน้าแรก การเมือง ล้อมวงถก &#82...

ล้อมวงถก ‘นิรโทษกรรม’ จาก ’21 ถึง ’67 ยิ่งชีพรับ ‘กระแสไม่มา’ แต่ดีกว่า ไม่ทำอะไรเลย

6.10.24 | 19:46 น.

ล้อมวงถก ‘นิรโทษกรรม’ จาก ’21 ถึง ’67 ยิ่งชีพรับ ‘กระแสไม่มา’ แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีการจัดงาน “ครบรอบ 48 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ว่ามีผู้ทยอยเดินทางมาร่วมรำลึกอย่างต่อเนื่อง

โดยเมื่อเวลาราว 15.30 น. ที่หอประชุมศนีบูรพามีวงเสวนา “จาก ’21 ถึง ’67 : แนวทางนิรโทษกรรม ประชาชน” โดย น.ส.กุณฑิกา นุตจรัส หรือ ทนายทราย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), นายชนายุส ตินารักษ์, นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย นายพลกฤต นฤพันธาวาทย์

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนเริ่มทำงาน iLaw ตั้งแต่ปี 2552 พอเข้าสู่ปี 2553 เราพูดเรื่อง พ.ร.บนิรโทษกรรมกัน คนแรกที่สอนให้ตั้งคำถาม เขาถามให้กับตนว่า คุณคิดอย่างไรกับคำว่า ‘นิรโทษกรรม’ มันแปลว่า การทำสิ่งที่ผิดกฎหมายมา แล้วไม่เอาโทษ เขาถามอีกว่าคุณเป็นนักกฎหมาย คิดอย่างไร? ผู้ถามคือ นายอานนท์ นำภา ทนายความ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

“เชื่อหรือไม่ ผมก็ตอบไม่ได้ ผ่านมา 10 ปีก็ตอบไม่ได้ ตามวิชาที่เรียนมา ใครทำผิดก็ต้องดำเนินคดี หากไม่ยุติธรรมก็ต้องไปแก้ที่กฎหมาย เรานิรโทษกรรมมา 23 ครั้ง จริงๆ ไม่ควรดำเนินคดีคนที่ออกมาบนท้องถนน แล้วไปอยู่ในคุก แล้วก็นิรโทษกรรม คือไม่ควรดำเนินคดีตั้งแต่แรก

Advertisement
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

ในวันที่บ้านเมือง เสนอแก้กฎหมาย เขาก็ไม่ให้ พรรคที่เสนอเขาก็ไปยุบพรรคไปอีก เราไม่ได้คิดว่า 2567 แล้วเราต้องมาปรองดองกันเถอะ คนที่พูดเรื่องความปองดองคือ พรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมย้ำอีกครั้งว่า การเสนอนิรโทษกรรม เป็นในนามส่วนตัว ไม่ได้คิดว่าจะปรอดองใคร ผมเกลียดใครก็เกลียดเหมือนเดิม ไมคิดคืนดี ใครคิดเกมนี้ขึ้นมา จะบอกว่านิรโทษกรรมบางคนไม่เอาบางคน ไม่เห็นด้วย ไปทีไปให้ทั้งหมด คุณกำลังนิรโทษกรรมพวกของคุณเอง เพื่อนเราก็ไม่ได้ออกมา” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า เราคุยกันมานาน แต่เราคิดไม่ออก เราคิดว่ากระแสการเมืองตก เพราะคนสิ้นหวังเยอะ เรารู้ทั้งรู้ว่าเราเสนอสิ่งนี้ เสียงไม่ดังพอ เป็นกระแสไม่มากพอ มันจะไม่สำเร็จ งั้นไม่ทำดีกว่า ก็ประชุมหลายรอบ

“แต่ก็มีคนบอกว่า ทำเถอะ ผมคิดว่าถ้าเราไม่ทำเราจะเสียใจกว่า ถ้าเราทำเต็มที่ ได้รับเสียงสนับสนุนน้อย มันก็เสียใจ แต่จะรู้สึกหดหู่ ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเลย

เราเลยเอาวะ! ทำเรื่องนี้กระแสไม่มา เพื่อนเราอีกส่วนหนึ่งก็ไปสนับสนุนรัฐบาลแล้ว ปลายปี 2566 เราสูญเสียกำลังเพื่อนจำนวนหนึ่ง เราก็ต้องทำ

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า มี 3 คำที่คนมักพูด คือ

1. ม.112 เป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีการเมือง เขาบอกนิรโทษกรรมไม่ได้เพราะเป็นคดีอาญา
2.คนโดน ม.112 มีนิดเดียวเอง ไปช่วยคนอื่นก่อน คนที่บอกให้ช่วยคนอื่นก่อนยกเว้น ม.112 แปลว่าคนนั้น เห็นแก่ตัว
3.ถ้านิรโทษกรรมให้พวกนี้ เดี๋ยวทำความผิดซ้ำอีก แล้วคดีอื่นคุณไม่ทำหรือ? ถ้าคุณบอกว่า จะรับประกันว่าจะไม่ทำอีก ก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม

ดังนั้นเหตุผลที่จะไม่นิรโทษกรรมคือ ‘ไม่มี’ มีแต่ข้ออ้าง ในใจคำเดียวคือ ‘ไม่กล้า’ วิงวอน ส.ส. ที่ไม่กล้า ถ้า ‘กล้ว’ ก็ ‘ไม่ต้องพูด’

ในฐานะประชาชนที่ไม่ได้มีอำนาจในสภา เราทำมาสุดทางแล้ว สิ่งที่พอทำได้คือพูดไปเรื่อยๆ ก่อนถึงวันเข้าสถา และเราจะดูว่า จะเหลือคนกล้าสักกี่คน” นายยิ่งชีพ ทิ้งท้าย

ด้าน นางอังคณา กล่าวว่า ในฐานะ อดีต กมธ.นิรโทษกรรม เวลาที่เราทำงานของ กมธ.นิรโทษกรรม เรามองตั้งแต่ปี 2548 ยังมีหลายคนถูกยึดทรัพย์ พอปี 2553 มีคนโดนข้อหาก่อการร้ายจำนวนมาก ถูกยึดทรัพย์จำนวนมากทั้งครอบครัว กระทบต่อชีวิตเด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งต้องขอบคุณ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีการเสนอกฎหมายปรับปรุง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. โดยกฎหมายฉบับนี้ ประเทศไทยถูกกดดันจากสหประชาชาติอย่างมาก แม้แต่ทางสากล การยึดทรัพย์ไม่ได้แปลว่าจะยึดได้หมด คิดว่าอีกไม่นานคงประกาศใช้

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

“เวลาเราพูดถึงนิรโทษกรรม เราจะนิรโทษกรรมใคร เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ไม่ควรถูกนิรโทษกรรม ในทางสากล มี 2 กรณีที่ไม่สามารถ นิรโทษกรรม ได้ 1. ความผิดอาญาร้ายแรง อุ้มหาย สูญหาย 2.การล่วงละเมิดทางเพศ อาญากรรมหมู่ พอพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงประเทศไทย กับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่นักศึกษาหญิงถูกบังคับให้ถอดเสื้อ และคานไปตามสนามหญ้า

ช่วงนั้นประเทศไทย ยังไม่ได้ไปให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศเลย ก็เลยไม่มีกลไกนานาชาติจะเข้ามารับรองได้ หลังจาก พฤษภาคม 2535 ก็ถือว่า ประเทศไทยตื่นตัวอย่างมาก เรื่องสิทธิทางการเมือง พอปี 2540 ไทยก็ให้สัตยาบันอนุสัญญากติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และมีการปรับปรุงต่างๆ รวมทั้งรัฐธรรมนูญมาตราในเรื่องความยุติธรรม ถือว่าเป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม”นางอังคณา กล่าว

นางอังคณา กล่าวต่อว่า เวลาเราพูดถึงนิรโทษกรรม นิรโทษคือ การไม่มีความผิด นิรโทษกรรมคือ ไม่มีการกระทำความผิด ปัญหาคือ ผู้ที่ได้อยู่ในการรับเลือกนิรโทษกรรม เขารู้สึกว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมตัวเองอยู่ในข่ายนิรโทษกรรมด้วย ที่เถียงกันมากสุดคือ ความผิดในบางฐานประเภท คนไทยเรียกว่า เป็นความอ่อนไหวและเปาะบางทางสังคม แต่ในรายงาน กมธ.นิรโทษกรรม เป็นข้อเสนอแนะว่า ถ้าจะมีการนิรโทษกรรม ควรนิรโทษกรรมใคร ถ้าจะมีกฎหมาย ควรจะเป็นนิรโทษกรรมอย่างไร ตนสนับสนุนให้มีนิรโทษกรรม ไม่เช่นนั้นประเทศจะเดินต่อไม่ได้

“ไม่มีใครเห็นด้วยกับการปรองดองที่ไม่สร้างการเปลี่ยนแปลง สังคมไทยต้องเรียนรู้ เราไม่ต้องรักกัน แต่ทำอย่างไรเราจะอยู่ด้วยกันได้ในการต่างความคิด ใครเห็นต่างก็ไม่ได้แปลว่า แปลกประหลาด พอพูดถึงความกลัว ทำให้เรากลัวจนไม่กล้าแตะ เราก็กลัวจนไม่เหตุผล ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น” นางอังคณา ทิ้งท้าย

ด้าน นายชนายุส กล่าวที่มาที่ไปว่า ตนถูกจำคุกในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีคนถูกจำคุก 3,000 คน ก็มีรายชื่อคนที่ห้ามประกันตัว ก็ถูกฝากขังไป แล้วมีการแก้กฎหมายพิเศษไปอีก 60 วัน รวมฝากขังทั้งสิ้น 10 เดือน จาก 6 ตุลาคม 2519 – 4 สิงหาคม 2520 และได้ปล่อยตัวออกมา 5 คน ตนคือ 1 ใน 5 ถามว่าทำถึงอยู่นาน เพราะขณะนั้นตนเองเป็นคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย(กบม.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานฝ่ายศิลปวัฒนธรรม โดยตนรู้แล้วว่าต้องอยู่ยาว เพราะอาจจะไปค้นบ้านแล้วไม่เจอหนังสือ เพราะญาติพี่น้องฉีกหนังสือลงทิ้งน้ำไปแล้ว เลยหาไม่เจอ

นายชนายุส ตินารักษ์

การนิรโทษกรรมเกิดจาก การเรียกร้องจากพลังการเรียกร้องภายนอก เพื่อปล่อยคนที่ไม่ได้กระทำความผิดออกมา แน่นอนว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้มีการนิรโทษกรรมเกิดขึ้น สถานการณ์ตอนนั้นก็มีการสู้รบ ทำให้การสู้รบขยายตัวมาก หลังจากนั้น เดือนพฤษภาคม ก็มีการนิรโทษกรรมอีกครั้ง ใน พฤษภาคม 2535 เป็นกฏหมายนิรโทษกรรมออกมา พฤษภาคม 2536 สำหรับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เมื่อเรามาถึงจุดนี้เราจะก้าวไปอย่างไร บางเรื่องถึงจะมองว่าแพ้แต่ก็ต้องสู้ และหากสู้แล้วแพ้ยังไงดราก็เงยหน้าขึ้นได้ แต่ถ้าไม่สู้ ไม่รู้จะเงยหน้าหาใคร

“จากบทเรียนที่ผ่านมา สู้ไม่ได้หมายถึงชนะ แต่มันคือการสู้ การรวมพลังของคนในประเทศ และสากล และสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนการนิรโทษกรรม คือ พรรคประชาชน ส่วนพรรรคเพื่อไทย เราจะก็ดึงเท่าที่ดึงได้ ในการผ่านกฏหมายนิรโทษกรรมประชาชน เราต้องอาศัยมือใครหลายๆ มือ ในการต่อสู้ไปด้วยกัน” นายชนายุส ทิ้งท้าย

น.ส.กุณฑิกา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คดีตากใบ ถึงแม้ศาลจะรับฟ้องแล้ว แต่ก็กำลังหมดอายุความ อยากขอให้พี่น้องช่วยกันตามหาคนหาย คนที่จะตามหาคนหายได้คือ ‘รัฐบาล’

“อายุความการฆาตกรรม ในประเทศไทยนั้นหมดง่าย อยากจะอธิบายว่า อายุความขาด ไม่ได้แปลว่า ความผิดหายไปด้วย

“ระบบกฎหมายในประเทศเรา ปิดกั้นไม่ให้คนสู้คดี แสดงความคิดเห็น มีคำพูดที่เรา เรายังเป็นคนบริสุทธิ์ ถ้ายังไม่ถูกตัดสิทธิจริงๆ มันไม่มี เขาถูกมองว่าผิดไปแล้ว ความท้าทายที่ยังเจอ คือเรากำลังต่อสู้กับระบบไม่เป็นธรรม ไม่ได้ต่อสู้กับระบบกฎหมาย”น.ส.กุณฑิกา กล่าว

น.ส.กุณฑิกา นุตจรัส หรือ ทนายทราย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

น.ส.กุณฑิกา กล่าวต่อถึง พ.ร.บ. ปี 2521 ชื่อว่า “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง วันที่ 4 -6 ตุลาคม 2519” ชื่อนี้บอกทุกอย่าง

ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. 14 ตุลาคม 2516 ชื่อ “พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มันต่างมากจนเราเห็นคนความจริงในการอ่าน พ.ร.บ. ไม่กี่หน้า คือ 6 ตุลาฯ 2519 เป็นเรื่องของการ นิรโทษคนฆ่า ซึ่งต่างจาก พ.ร.บ. 14 ตุลาฯ 2516 ตนจึงมองว่า พ.ร.บ. ปี 2521 สะท้อนให้เห็นว่า จากการที่โจทก์กลายเป็นจำเลย ถูกโลกทั้งโลกด่าว่าฆ่าเด็ก ดังนั้น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปี 2521 คือการแลกหมูแลกแมว

น.ส.กุณฑิกา กล่าวต่อว่า ในฐานะทนายความ ขอเสนอว่า ถ้าทุกคนสามารถสู้ได้อย่างเท่าเทียมเราคงไม่ต้องต่อสู้กันทุกวันนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควรได้รับการเคารพ ประเทศเราด้อยความพัฒนาเรื่องสิทธิเสรีภาพ

“ เราไม่ได้สนับสนุนการนิรโทษกรรม เราสนับสนุนกฎหมาย แต่ในปีนี้เราสนับสนุนการนิรโทษกรรมเพราะว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่ และมีคนพูดว่า ถ้ามันแก้ได้ประเทศจะสงบขึ้น เราก็เลยสนับสนุนการนิรโทษกรรรมในปีนี้” น.ส.กุณฑิกา ทิ้งท้าย