‘วุฒิสภา’ ถกญัตติด่วน เหตุบัสทัศนศึกษาไฟไหม้ ด้าน ‘ส.ว.รัชนีกร’ ร่ำไห้ ร่ายกลอน สดุดีครูปกป้องเด็กสุดชีวิต เผยทัศนศึกษายังจำเป็น แต่ต้องมีความปลอดภัยมากขึ้น
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาหาแนวทางในการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีรถบัสทัศนศึกษาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ที่เสนอโดย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ส.ว. เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและดำเนินการ
นายวุฒิชาติแถลงเหตุผลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเศร้าสะเทือนใจทั้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและสังคม อีกทั้งยังก่อให้เกิดคำถาม หรือข้อสงสัยมากมายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถ มาตรฐานในการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของตัวรถจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ความรู้และความสามารถของคนขับรถในการระงับเหตุ รวมถึงความซักซ้อมให้ผู้โดยสารที่เกิดเหตุ

นายวุฒิชาติระบุว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องร่วมกันพิจารณาคือแนวทางช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาทางด้านจิตใจของญาติ ครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญไม่น้อยกว่าการหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
“เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของสมาชิกในครอบครัว การสูญเสียดังกล่าวจึงสมควรได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม แม้ว่าการเยียวยาดังกล่าวจะไม่เพียงพอ ไม่คุ้มค่าต่อการเสียคนในครอบครัวไป จึงเป็นเหตุผลที่ผมเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้วุฒิสภาร่วมกันพิจารณาศึกษาหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำอีก” นายวุฒิชาติกล่าว
ด้าน น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ ส.ว. กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เด็กวัยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเขาปิดเทอม ตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปเที่ยวกับคุณครูและเพื่อนๆ หลายคนถือว่าเป็นการไปเที่ยวครั้งแรก แต่กลับกลายเป็นครั้งสุดท้าย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในสังคมไทย เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรตั้งคำถามว่าเราปล่อยให้สังคมไทยเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมเราจึงไม่สร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับเด็ก เพราะเขาควรจะได้เติบโต ซึ่งโศกนาฏกรรมในครั้งนี้จะไม่เกิด ถ้าผู้ใหญ่รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ตัวเองรับไว้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา

น.ส.รัชนีกรกล่าวต่อว่า ในเรื่องของการทัศนศึกษายังเป็นกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้ไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียน แต่ยังมีนอกห้องเรียนด้วย จะทำอย่างไรให้การทัศนศึกษาเป็นไปได้อย่างปลอดภัย และตอนนี้หลายหน่วยงานได้ออกมาตระหนักกับสิ่งที่เกิดขึ้นและหาวิธีป้องกันร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เราต้องกำหนดอายุ ระยะทางของนักเรียนที่ไป และต้องคำนึงถึงการพักค้างคืนด้วย รวมถึงต้องเพิ่มงบประมาณให้กับโรงเรียนที่สามารถจัดกิจกรรมทัศนศึกษาได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งก่อนจะออกไปทัศนศึกษาและในระหว่างที่กำลังเรียนอยู่เราควรหันมาจริงจังกับเรื่องทักษะการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินให้กับนักเรียนอย่างจริงจัง
น.ส.รัชนีกรกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งมีการตรวจสอบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งที่มักถูกตั้งคำถามเสมอว่าเชื่อถือได้หรือไม่ โดยอุปกรณ์ความปลอดภัยที่อยู่ในรถนักเรียน เช่น ค้อนทุบกระจก ประตูฉุกเฉิน ถังดับเพลิง มีเพียงพอหรือไม่ และในอนาคตเราควรจะมาดูกันว่ารถสาธารณะควรจะยังมีการติดถังแก๊สหรือไม่ ซึ่งตนเสนอให้ยกเลิกรถขนส่งสาธารณะที่มีการติดตั้งถังแก๊ส กระทบกับบุคคลทั่วไป อีกทั้งเสนอให้ติดสติ๊กเกอร์ที่เห็นชัดเจนว่ารถขนส่งสาธารณะคันนี้ใช้แก๊สหรือไม่ เพื่อผู้บริโภคจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่ามีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นในสังคมไทยจริงๆ

“ดิฉันขอสดุดีคุณครูผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ท่าน ภาพสุดท้ายที่กู้ภัยไปเห็นคือท่านกอดกันและนักเรียนอยู่ตรงกลาง ท่านทำหน้าที่ครูจนถึงนาทีสุดท้าย ดิฉันขอคารวะ และดิฉันขอมอบกลอนบทหนึ่งที่ฉันแต่งเอง
ขอน้อมส่งเด็กน้อยๆ ไปบนฟ้า
ขอกล่าวลาลูกๆ วัยสดใส
ขอความสุขทุกที่ที่หนูไป
เดินทางไกลคราวนี้ให้ร่มเย็น
ไม่มีเจ็บไม่มีปวดแล้วลูกจ๋า
ห้องเรียนคงว่างเปล่ากว่าเคยเห็น
บ้านคงเงียบวังเวงกว่าเคยเป็น
ทุกเช้าเย็นเสียงร่ำไห้แทบขาดใจ
ครูกอดกันกั้นเด็กเป็นกำแพงมนุษย์
สิ่งท้ายสุดที่เรารับรู้ได้
คือคุณครูปกป้องศิษย์ด้วยหัวใจ
ขอกราบไหว้คารวะจิตวิญญาณ
ขอสดุดีคุณครูผู้เสียสละ
แบกภาระการดูแลสิทธิของท่าน
ทำหน้าที่สมเกียรติจนวายปราณ
ขอกราบกรานยกมือวันทาครู
ขอน้อมส่งทุกชีวิตที่ปลิดสิ้น
เสียงร่ำไห้ที่ได้ยินยังก้องหู
ขอให้ลูกนักเรียนและคุณครู
เดินทางสู่สัมปรายภพอันงดงาม” น.ส.รัชนีกร กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้นและร่ำไห้

