‘ปกรณ์วุฒิ’ ถามยื้อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้ประโยชน์อะไร แนะยอมรับความขัดแย้งทางการเมืองเป็นบาดแผลใหญ่มีมานาน ชี้เป็นหน้าที่ ส.ส.นำมาพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ บอกถือเป็นบันไดขั้นแรก
เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 8 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมวิปฝ่ายค้านถึงความคืบหน้ารัฐบาลเตรียมเรียกหัวหน้าพรรคการเมืองพูดคุยหลักการนิรโทษกรรมว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาพูดคุยอะไร แต่หากใครอ่านโพสต์ของ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่เราควรเอารายงานฉบับนี้ ที่มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จากทุกพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยกัน
นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเสนอกฎหมาย แต่เป็นการพูดถึงแนวทางว่าจะมีทางเลือกไหนบ้าง ดังนั้น คิดว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่ดีที่เราจะเอามาพูดคุยกันในรัฐสภาอย่างมีวุฒิภาวะ ส่วนการเลื่อนระเบียบวาระออกไปนั้น ตนก็ยังไม่เข้าใจว่าตอนนี้พยายามจะเลื่อนเพราะอะไร และไม่แน่ใจว่าไม่พร้อมเรื่องอะไร ซึ่งทุกฝ่ายควรยอมรับกันได้แล้วว่าความขัดแย้งทางการเมืองใน 4-5 ที่ผ่านมาถือเป็นบาดแผลใหญ่ที่ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งถึงร้าวลึก
นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ดังนั้น ในการเปิดประตูบานแรกด้วยพูดคุยถึงการนิรโทษกรรมของผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย โดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองถือเป็นก้าวแรกที่ดี ที่จะมีความสามัคคีและปรองดองในสังคม ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นรายงานการศึกษา ไม่ใช่กฎหมาย การนำมาพูดคุยกันในสภาในสมัยประชุมนี้ ซึ่งตนก็คาดหวังว่าจะเป็นวันที่ 10 ตุลาคมนี้ แต่ก็มีการเลื่อนออกไปอีก และจะเป็นเรื่องตลกมากที่ 2 สัปดาห์ที่เหลือ ประธาน กมธ.ขอเลื่อนไปเรื่อยๆ ถือว่าไม่สมเหตุสมผลว่าเลื่อนไปเพื่ออะไร
เมื่อถามว่า ที่มีการเลื่อนออกไปเพราะจะมีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ยังไม่มีท่าทีที่จะคุยกัน มองว่าเป็นการยื้อหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ถ้ามองก็มองได้ว่าเป็นการยื้อ เพราะตนก็ไม่แน่ใจว่ายื้อไปแล้วมีประโยชน์อย่างไร เห็นว่ามีการพูดคุยกันว่าทุกฝ่ายก็พร้อมแล้ว
เมื่อถามว่า ฝ่ายรัฐบาลอาจจะเป็นกังวลเพราะในเรื่องมาตรา 112 นั้น นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องเอาเข้ามาพูดคุยกัน การเข้ามาเห็นชอบกับรายงานไม่ได้แปลว่าทุกฝ่ายเห็นชอบกับการนิรโทษกรรม อาจจะมีความกังวลมากเกินไปหรือไม่ ความขัดแย้งที่มีอยู่ข้างนอกคือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะหยิบยกเข้ามาถึงวุฒิภาวะความคิดเห็น แตกต่าง หลากหลาย ไม่เห็นด้วยได้ หาจุดตรงกลางที่คิดว่าจะดีกับสังคมในระยะยาว

