หน้าแรก การเมือง อาจารย์มธ. แน...

อาจารย์มธ. แนะรัฐบาล 4 ข้อ จัดคลาสสิเคชั่น กลยุทธ์ชิงบทบาทนำ ในอาเซียนซัมมิท

9.10.24 | 20:26 น.

อาจารย์มธ. แนะรัฐบาล 4 ข้อ จัดคลาสสิเคชั่น กลยุทธ์ชิงบทนำให้ไทย ในอาเซียนซัมมิท

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร เพื่อมุ่งเสริมบทบาทประเทศไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 44 และ 45 ที่กรุงเวียงจันทน์ ระหว่างวันที่ 8 – 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567

คุณแพรทองธาร พึ่งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหนึ่งเดือนกว่าๆ การให้รัฐบาลไทยโกยแต้มสร้างความโดดเด่นในวงประชุมนี้คงทำได้ไม่ถนัดนัก แต่การกระชับสัมพันธ์กับรัฐเจ้าภาพอย่าง สปป.ลาว เป็นเรื่องที่ทำทันและทำได้ ซึ่ง คุณมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมต.ต่างประเทศ ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลาวอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาตอนนี้คือภาพความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างชื่นมื่นระหว่างนายกอิ๊งกับกลุ่มผู้นำลาว

ทว่า วงประชุมนี้ก็มีตัวแสดงนานาชาติ และประเด็นอภิปรายจำนวนมากที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาคถ้าหากนายกรัฐมนตรีและทีมคณะที่ปรึกษางัดใช้กลยุทธ์ “Classification” โดยมุ่งเป้าจัดกลุ่มจำแนกประเภทตัวแสดงและรายประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ รายละเอียดคร่าวๆ มีดังนี้

1. รัฐประธานอาเซียนห้วงนี้มีสองขยัก ได้แก่ สปป.ลาว ประธานอาเซียนชุดปัจจุบัน และมาเลเซีย ซึ่งกำลังรับไม้ต่อจากลาวเพื่อขึ้นเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า ทั้งลาวและมาเลเซียล้วนเป็นรัฐเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกับไทย ดังนั้น รัฐบาลไทยควรจัดวงคุยกับสองประเทศนี้ให้เหนียวแน่นขึ้น ที่ผ่านมา ลาวมุ่งเน้นแก้ปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาตลอดทั้งปี ทั้งในเรื่องความช่วนเหลือมนุษยธรรมและการพัฒนาสันติภาพซึ่งส่วนหนึ่งก็ผ่านความร่วมมือและฐานทรัพยากรทางการทูตจากประเทศไทยที่มีพรมแดนติดเมียนมา ส่วนมาเลเซียก็ต้องคุยกับไทยแบบลึกซึ้งขึ้นทั้งกรณีปัญหาชายแดนใต้ของไทยและเรื่องสถานการณ์ในเมียนมา

Advertisement

2. ติมอร์เลสเตอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนแบบเต็มตัว ซึ่งก็ไม่มีแรงคัดค้านอะไรมากนักจากรัฐสมาชิกอาเซียน จึงเป็นจังหวะเหมาะที่ไทยควรแสดงบทบาทนำในการเสริมสร้างมิตรภาพกับติมอร์เลสเต กอปรกับไทยเคยมีบทบาทในการพัฒนาสันติภาพในติมอร์ เช่น บทบาทของพลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ จึงไม่ยากนักหากรัฐบาลแพรทองธารจะต่อยอดจากพื้นฐานความสัมพันธ์ไทย-ติมอร์ที่ถูกปูทางไว้ก่อนหน้า

3. ในส่วนประเทศอาเซียนพื้นทวีป ซึ่งมี Connectivity ด้านโลจิสติกส์และด่านการค้าชายแดนติดไทยจำนวนมาก ไทยควรเจาะตลาด CLMV แบบต่อเนื่อง ตัวแทนประเทศ CLMV ทั้งหมด คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ล้วนอยู่ในวงประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ และประเทศเหล่านี้ก็อยู่ในกลุ่ม GMS หรือ กลุ่มอนุภูมิภาคมหานทีแม่น้ำโขง พูดอีกแง่ GMS = CLMV+Thailand & China ฉะนั้น การเจาะวงคุยกับ CLMV และ GMS จะทำให้ไทยสามารถคุยกับทั้งจีนและอาเซียนพื้นทวีปเพื่อแก้ปัญหาในหลายๆเรื่อง เช่น ยาเสพติด หมอกควัน น้ำท่วม ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเขตแดนและสิ่งแวดล้อมในลุ่มแม่น้ำโขง

4. การประชุมนัดนี้ มี ASEAN Dialogue Partners เข้าร่วม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา แคนาดาและสหประชาชาติ ซึ่งถ้าวิเคราะห์จัดประเภทหุ้นส่วนอาเซียนเหล่านี้ ก็สามารถแตกแขนงออกเป็นกลุ่มแยกย่อยได้อีก เช่น

4.1. ประเทศจีนที่มียุทธศาสตร์ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ BRI และกลุ่มประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ทั้งสองกลุ่มนี้ล้วนมีความร่วมมือผสมการแข่งขันกันอยู่เนืองๆ ทั้งนี้ ไทยต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในวงขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของทั้งสองค่าย แต่อาจนำเสนอให้ประเทศเหล่านี้เห็นจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งของไทยในฐานะ Connector & Crossroad ระหว่างบีอาร์ไอของจีนกับอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯและรัฐแนวร่วมอื่นๆ เพราะประเทศไทยมีโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมต่อกับจีนพร้อมมีทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นผืนน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

4.1 ในส่วนทะเลจีนใต้ ประเทศจีนมีความขัดแย้งเขตแดนทะเลกับฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน ฯลฯ และรัฐพิพาทอาเซียนจำนวนหนึ่งก็มีสายสัมพันธ์ทางยุทธศาตร์กับสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ เพื่อถ่วงดุลคานอำนาจกับจีน ทว่า จีนเองก็มีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่แผ่ลงมาที่เมียนมา ลาว และกัมพูชามากขึ้น ฉะนั้น ในวงประชุมอาเซียนครั้งนี้ในเรื่องทะเลจีนใต้ ไทยต้องพยายามหลบเลี่ยงไม่อยู่ในวงขัดแย้งของรัฐพิพาท แต่ควรพยายามโน้มน้าวแสดงความคิดเห็นให้คู่ขัดแย้งเห็นถึงแนวทางยับยั้งความขัดแย้งและการพัฒนาเศรษฐกิจหรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเขตทะเลจีนใต้

4.3 สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อินเดียและเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีซอฟต์พาวเวอร์ในระดับสูง ถือเป็นมหาอำนาจโลกด้านวัฒนธรรม โดยนายกอิ๊งควรเข้าพบปะพูดคุยกับผู้นำจากประเทศเหล่านี้ที่เวียงจันทน์ หรือในอนาคตอาจจัดเวทีตั้งวงคุยเรื่องซอฟต์พาวเวอร์กับประเทศเหล่านี้พร้อมผลักดันไทยให้เข้าไปอยู่ในเวทีนี้ (ในฐานะรัฐที่มีการเติบโตด้านซอฟต์พาวเวอร์แบบรวดเร็วต่อเนื่อง)

4.4 ในการแก้ไขปัญหาในเมียนมา ทั้งไทย จีน และอินเดีย (รวมถึง สปป.ลาว) นับเป็นเพื่อนบ้านเมียนมาที่มีพรมแดนทางบกติดกับเมียนมา การแก้ปัญหาชายแดนในมิติต่างๆ และการพัฒนาสันติภาพในเมียนมา ต้องอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ กระนั้นก็ตาม หากในอนาคต จะมีการขยายวงประชุมเพื่อแก้ความขัดแย้งสงครามกลางเมืองในเมียนมา โดยขยับจากโมเดลอาเซียน + จีนกับอินเดีย ไปสู่ โมเดลอาเซียน + Other ASEAN Dialogue Partners เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และสหประชาชาติ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลไทยจะสานสัมพันธ์กับ Partners เหล่านี้ให้แนบแน่นขึ้นเพื่อชูจุดเด่นไทยในการแก้ปัญหาเมียนมา

อินเดีย สหรัฐฯ แคนาดาและออสเตรเลีย ถือเป็นประเทศที่มีการเมืองการปกครองแบบ Federal Democracy อันถือเป็นประเด็นใหญ่ในการออกแบบรัฐผ่านกระบวนการสันติภาพในเมียนมา ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นรัฐในเอเชียตะวันออกที่ต่างก็สนใจเรื่องการสร้างสันติภาพในเมียนมามากขึ้น ญี่ปุ่นเอง ได้เริ่มมีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาสาธารณสุขในเมียนมามาซักระยะแล้ว ขณะเดียวกัน สหประชาชาติก็ตั้ง Julie Bishop จากออสเตรเลียขึ้นเป็น UN Special Envoy ด้านกิจการเมียนมา จึงทำให้ออสเตรเลียและสหประชาชาติเริ่มขยับบทบาทในเรื่องเมียนมามากขึ้น ในการนี้ ถ้าไทย Connect กับ Partners เหล่านี้ให้แน่นแฟ้นขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อบทบาทไทยในการเป็น Connector ที่ดึงดูด ASEAN Dialogue Partners แบบครอบคลุมถ้วนทั่วเพื่อแก้ปัญหาเมียนมาในรูปแบบที่ทรงพลังขึ้น

รัฐบาลเพื่อไทยเจอมรสุมนิติสงครามจนดูเหมือนความขัดแย้งในประเทศจะเข้มข้นรุนแรงขึ้น และหลายเรื่องก็กลับมาแก้ไขได้ยากแล้ว แต่สำหรับเรื่องการต่างประเทศ ถ้าสามารถผลักดันไทยให้เป็นดาวจรัสแสงที่มีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในภูมิภาคมากขึ้น ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐบาลและประเทศไทยไปพร้อมๆกัน