‘ธีรยุทธ บุญมี’วิพากษ์คสช. ‘ยุทธ์’เรือโยง-‘ป้อม’เรือพ่วง

4.03.17 | 09:07 น.
ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี

หมายเหตุ – นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการสาธารณะ แถลงวิเคราะห์ทิศทางอนาคตการเมืองไทย ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้องผู้สื่อข่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม

ประเทศไทยในอนาคตจะวิ่งเข้าสู่วิถีอนุรักษ์และจารีตนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหวังในการปฏิรูปในระดับโครงสร้างอำนาจมีน้อย เพราะผู้อยู่ในอำนาจทั้งหมดเป็นข้าราชการ ซึ่งจะสูญเสียอำนาจเมื่อมีการปฏิรูป เพราะถ้าไม่พิจารณาวาทกรรมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ความเป็นจริงที่เกิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคือ การดำเนินงานของ คสช. อาศัยข้าราชการ มหาดไทย ทหาร ตำรวจทุกเหล่าเป็นหลัก นโยบายต่างๆ เป็นการเพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการและศูนย์กลางมากกว่ากระจายอำนาจ บุคลากรซึ่งถูกแต่งตั้งไปเป็นประธานกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นนายทหารเหล่าทัพต่างๆ จำนวนมาก โดยไม่มีผลงานปฏิรูปใดๆ ทั้งที่มีการตั้งซุปเปอร์บอร์ดศึกษาการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมาแต่ต้น การเปลี่ยนผู้ว่าฯกทม. ผู้ว่าการและบอร์ดรถไฟแทนที่จะตั้งเป้าปฏิรูปองค์กร ก็เพียงแต่รับงานตามประสงค์ของ คสช.ต่อ

บุคลากรในแม่น้ำ 5 สาย เกือบทั้งหมดมีความคิดแบบอนุรักษ์และจารีตนิยม มีผลงานที่ดีบ้างแต่ยังไม่มีที่ให้ความหวังเรื่องการปฏิรูป แต่แสดงออกชัดเจนที่จะผลักให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อตัวเองจะได้อยู่ในอำนาจต่อด้วย ดังนั้น จากเรือแป๊ะกับแม่น้ำ 5 สาย จึงเริ่มกลายเป็นยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง ลากจูงกันไป ทุลักทุเลมากขึ้น จนอาจจะเกยหาดหรือติดเกาะแก่งได้ถ้าฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมป

เกือบ 3 ปีจากการบริหารของ คสช. ถือว่าประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความสนุกสนาน ได้ความสบายใจ มีการจัดระเบียบ กำหนดนโยบายใหม่ แต่เชื่อว่าการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจจะไม่เกิดเพราะไม่อยากทำ รวมถึงการวางระบบและการบูรณาการต่างๆ ก็ไม่เห็นผล อย่างไรก็ตาม ไม่เชื่อว่าความขัดแย้งแบบเก่าจะกลับมา เพราะไม่ง่ายที่จะปลุกระดม จึงไม่ห่วงเรื่องปรองดอง และเห็นว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ 2 ฝ่ายอยู่ในฐานะที่ชัดเจนแล้ว คือมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายว่าจะแพ้ หรือชนะได้แน่นอนแล้ว หรือหากยื้อต่อไป ต่างฝ่ายจะสูญเสียเพิ่ม จึงหันมาพูดจากันเพื่อให้ทุกฝ่ายชนะ คือ วินวิน แต่อาจต้องใช้เวลา ซึ่งรัฐบาลต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง ทำงานปฏิรูปให้ได้ผล จะเป็นการช่วยไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ผมเห็นว่ามนต์ขลังจากการบริหารที่ประชาชนเห็นว่าทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเริ่มเสื่อม ส่งผลให้ความมั่นใจในรัฐบาลเริ่มคลอนแคลน แต่ไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนโครงสร้างทางประชาธิปไตยจากสถานการณ์นี้ เพราะขณะนี้อยู่ในสภาวะสั่นไหว คลอนแคลน ก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าเสียคำพูดเรื่องโรดแมปให้มีการเลือกตั้ง และต้องพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาหลังการเลือกตั้งต่อไป โดยควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับงานโครงสร้างอำนาจ หรือการวางรากฐาน เช่น การปราบคอร์รัปชั่นที่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมถึงจัดการกับคดีใหม่ เช่น เชฟรอน รถญี่ปุ่นเลี่ยงภาษี ปตท.ไม่ยอมคืนท่อก๊าซ ปราบปรามอิทธิพลนอกระบบให้มีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยดึงศรัทธาจากประชาชนกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนอาจจะนึกถึงภาพรัฐบาล “ตู่ต้นเตี้ย หรือตู่เตี้ยลง” ก่อนที่จะจบโรดแมปของ คสช.

Advertisement

ขอทำความเข้าใจว่า ตู่ต้นเตี้ย เป็นคำโบราณ หมายถึงว่าอย่ามายอฉันเลย เหมือนเตยต้นเตี้ย คือ เป็นคนดีแต่อาภัพอับวาสนา ที่เปรียบแบบนี้ เพราะลุงตู่ชอบน้อยใจอยู่เรื่อยว่าทำงานเหนื่อย แต่ไม่มีคนเห็นใจ ส่วนตู่เตี้ยลง ก็เหมือนสาละวันเตี้ยลง แต่ลุงตู่ก็มีผู้สนับสนุน เดี๋ยวก็มีคนมาเชียร์ให้ลุกขึ้น เหมือนเพลง สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน พูดแบบนี้เป็นการแหย่กันในเชิงกวี เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีก็เป็นนักเลงกลอน

การบริหารของ คสช.ในขณะนี้ เริ่มอยู่ในสภาพเรือแป๊ะพายวน โดยเฉพาะเกี่ยวกับมาตรการสร้างความปรองดอง และการวางแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ มีการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ชุด กรรมการปฏิรูป 2 ชุด กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี รวม 3 แผนใหญ่ แต่ไม่มีผลงานที่ให้ความมั่นใจได้ว่าจะแก้ปัญหาได้จริงแม้แต่ชุดเดียว จึงเห็นว่า คสช.ตั้งธงความคิดกับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาประเทศผิดพลาด เพราะไปมองว่า พรรคการเมือง นักการเมืองคือที่มาของวิกฤต เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ต้องทอนอำนาจและบทบาทหน้าที่ลง ทั้งที่ความจริงแล้ว จากความล้มเหลวที่ผ่านมาจะทำให้พรรคการเมืองจะต้องปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว จึงควรจัดวางยุทธศาสตร์ให้ภาคสังคม ประชาชน เข้ามามีสิทธิอำนาจควบคู่กับความรับผิดชอบมากขึ้น โดยสร้างความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลกับภาคการเมือง

ขณะเดียวกันก็ควรวางรากฐานความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปเพื่อให้พ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน และปัญหากลุ่มอุปถัมภ์ทั้งแบบหนี้บุญคุณให้หมู่คนจน และการอุปถัมภ์ในระดับคนรวยที่เรียกว่า เป็นกลุ่มอุปถัมภ์อภิสิทธิ์ จากการสร้างเครือข่ายคอนเน็กชั่นในกลุ่มผู้มีอำนาจ 5 กลุ่มประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่อยู่ในฝ่ายยุติธรรม บริหาร นิติบัญญัติ และงบประมาณ รวมถึงนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการแทคโนเครตต่างๆ ที่สร้างเครือข่ายผ่านหลักสูตรพิเศษจากหลายหน่วยงาน โดยเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเครือข่ายเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบด้านการตัดสินคดีความ การวางโปรเจ็กต์ต่างๆ การจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเมตตามหานิยม ตอบแทนซึ่งกันและกัน และยังเป็นห่วงเรื่องการยกระดับความเลวร้าย จากความตกต่ำด้านศีลธรรม ส่งผลต่อค่านิยมที่อาจพัฒนาไปถึงขั้นว่า จำเป็นต้องโกง ไม่โกงจะถูกกลั่นแกล้งจนอยู่ไม่ได้

ส่วนข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาต้องให้รัฐบาลปฏิรูปประเทศ ในลักษณะให้แผนการดำเนินการไม่ใช่โปรแกรมทางความคิด โดยต้องแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางกายภาพ อาจใช้มาตรา 44 แบ่งงบประมาณไปช่วยคนจนในเรื่องปากท้อง การแก้คอร์รัปชั่น และปฏิรูปการศึกษาแบบสองทาง คือ สร้างระบบจูงใจแล้วคัดกรองครู ที่จะเข้าไปในสถานศึกษา เริ่มจากจังหวัดละหนึ่งแห่ง ภาคละหนึ่งแห่งแล้วจึงขยายต่อไป รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้ง่ายขึ้นเพื่อเหมาะสมกับโลกาภิวัตน์ด้วย โดยให้รัฐบาลทำเป็นเรื่องๆ เชื่อว่าภายใน 6 เดือนก็จะเห็นผล แต่การปฏิรูปจะสำเร็จก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจมีศิลปะในการใช้อำนาจหรือไม่ และมีเจตจำนงในการปฏิรูปหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ถืออำนาจพิเศษในสถานการณ์พิเศษ ต้องยึดหลักการให้ว่า การปฏิรูปจะสำเร็จต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และต้องขยายอำนาจให้ประชาชนมาช่วยค้ำจุน อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าประเทศไทยอาจต้องเดินไปตามบุญตามกรรม โดยไม่มีการปฏิรูป เพราะอาจเกินกำลังของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เนื่องจากเมืองไทยไม่มีวัฒนธรรมที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาใหญ่ด้วยตัวเอง เชื่อว่าหลังรัฐบาล คสช.หมดอำนาจปัญหาที่มีแก้ไขหรือจัดระเบียบไป 60-70% จะกลับมาเหมือนเดิม

การปรองดอง ถ้าเป็นการปรองดองในครอบครัวหรือความขัดแย้งในชีวิตประจำวันจะทำได้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ (เช่น ศาสนา ชาติพันธุ์) ก็จะแก้ได้ยากขึ้นตามลำดับ หรือสงครามกลางเมืองในสหรัฐ ต้องใช้เวลาประมาณ 15 ปี กว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะคลายความแคลงใจและยอมรับร่วมพัฒนาประเทศไปด้วยกัน ในประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ใช้เวลาใกล้เคียงกัน กว่าฝ่ายซ้ายกับขวาจะเริ่มเข้าใจ พูดจา ไม่รังเกียจเดียดฉันท์กันได้ การปรองดองจะเกิดได้จริงๆ ต่อเมื่อ 2 ฝ่ายอยู่ในฐานะที่ชัดเจนแล้ว เช่น มองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายได้ว่าแพ้-ชนะได้แน่นอนแล้ว ถ้ายื้อต่อไปจะเป็นสถานการณ์ต่างฝ่ายต่างสูญเสียเพิ่ม (loss-loss) แต่ถ้าหันมาพูดจากันจะเป็นทุกฝ่ายต่างชนะ (win-win) ที่ทำมาก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่จะได้ผลจริงๆ อาจต้องใช้เวลา ที่สำคัญคือต้องมีแนวนโยบายที่ถูกต้อง สำหรับ คสช.การสร้างความปรองดองที่ดีที่สุดคือ ทำงานของตนโดยเฉพาะการปฏิรูปให้ได้ผล จะมีผลลดทอนเลี่ยงที่จะขัดแย้งกันได้ผลชะงัดที่สุด

สำหรับการใช้มาตรา 44 ในการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.นั้น เห็นว่าไม่สามารถที่จะไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แม้ว่ารัฐบาลต่อไปจะไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษเช่นนี้ได้ ก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจ แต่ในขณะที่มีอำนาจพิเศษก็ควรใช้ได้ดีและเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยมีลักษณะยอมรับอำนาจนิยม แต่ผู้ใช้ก็ต้องใช้อย่างถูกต้อง ส่วนกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านการใช้อำนาจพิเศษ หากทำโดยบริสุทธิ์ ผมก็เห็นใจ เพราะก็เคยผ่านการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวไม่ควรมีผลประโยชน์ ขณะที่ผู้มีอำนาจก็ควรให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางวิชาการด้วยเพราะเป็นประโยชน์กับทั้งผู้มีอำนาจและสังคม